
'หมอกควัน' พ่นพิษศก. ปัญหายักษ์ 3 แสนล้าน
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ปัญหาการเผาที่ดินและป่าเพื่อผลิตเยื่อกระดาษและน้ำมันปาล์มครั้งล่าสุดบนเกาะสุมาตรา ของอินโดนีเซีย สร้างปัญหาหมอกควันลุกลามไปหลายประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะมาเลเซียและสิงคโปร์ จนกลายเป็นปัญหาที่ทุกประเทศในอาเซียนต้องหันมามอง
ข้อมูลของสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ระบุว่า ปัญหาหมอกควันในอาเซียนเมื่อปี 2543 เพียงครั้งเดียว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 5 หมื่นล้านบาท
หมอกควันที่ล่องลอยไปปกคลุมพื้นที่ต่างๆ ยังส่งผลกระทบต่อการเดินทางสัญจรไปมาของประชาชน การท่องเที่ยว การดำเนินการผลิตทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม การขนส่งสินค้าผ่านทั้งทางเรือและทางอากาศ รวมถึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อนตามมา
แม้ปัญหาครั้งล่าสุดอาจไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย แต่เมื่อจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน รัฐบาลไทยและนักธุรกิจไทยจะละเลยปัญหาดังกล่าวไม่ได้ เพราะทั้ง 3 ประเทศที่กำลังประสบปัญหาหนักขณะนี้ ล้วนเป็นทั้งเพื่อนร่วมประชาคมและประเทศเป้าหมายการลงทุน
ข้อมูลของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า จังหวัดเรียวของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาหมอกควันมากที่สุดในขณะนี้ เป็นจังหวัดที่ร่ำรวยอันดับต้นๆ ของ
เกาะสุมาตรา มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มประมาณ 60% และน้ำมันปาล์มดิบ 38% ของกำลังการผลิตของอินโดนีเซียทั้งประเทศ
นอกจากนี้ จังหวัดดังกล่าวยังเป็นจังหวัดที่อยู่ภายใต้แผนความร่วมมือพัฒนาเขตเศรษฐกิจ 3 ฝ่าย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย (IMT-GT) ด้วย
ความรุนแรงของหมอกควันครั้งนี้ นำมาซึ่งความวุ่นวายหลากหลายมิติให้แก่ทั้งสามประเทศ อินโดนีเซียจำเป็นต้องปิดบริการ 13 สนามบินในสุมาตราและกลิมันตัน เนื่องจากทัศนวิสัยการขึ้น-ลงจอดเครื่องบินย่ำแย่ สิงคโปร์เจอหมอกควันปกคลุมหนาและมีค่าดัชนีมาตรฐานสารมลพิษ (PSI) ในระดับ 101-200 ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ และมีแนวโน้มจะเผชิญสถานการณ์หนักยิ่งขึ้น
ขณะที่ในมาเลเซีย มีผู้ไม่พอใจออกมาประท้วงบริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำมาเลเซีย เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอินโดนีเซียเร่งแก้ไขปัญหาหมอกควันที่ลุกลามไปสู่ทั้งสามประเทศโดยเร็ว ด้านรัฐบาลมาเลเซียก็อพยพชาวมาเลเซีย 120 คนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเรียวไปอาศัยอยู่ที่อื่นชั่วคราว
แม้ล่าสุดรัฐบาลอินโดนีเซียจะจับกุมผู้บริหารของ 7 บริษัทที่ต้องสงสัยว่าเผาป่าจนก่อให้เกิดหมอกควันมาสอบสวน แต่สถานการณ์ก็ดูเหมือนจะยังไม่คลี่คลายลง สิงคโปร์เสนอให้ความช่วยเหลืออินโดนีเซียในการแก้ปัญหาดังกล่าว ขณะเดียวกันมาเลเซียก็จะเข้าเจรจาทวิภาคีกับอินโดนีเซียในวันที่ 25 ก.ย.นี้ โดยประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่จะมีการพูดคุยกัน คือเรื่องการเจรจาบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) การจัดการปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน
เว็บไซต์ข่าวจาการ์ตาโพสต์ รายงานบทสัมภาษณ์ เฮนรี่ เปอร์โนโม นักวิทยาศาสตร์ ศูนย์วิจัยวนศาสตร์นานาชาติ (CIFOR) ว่า เฉพาะอินโดนีเซียประเทศเดียวน่าจะได้รับความเสียหายจากปัญหาหมอกควันครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.42 แสนล้านบาท เพราะได้รับความเสียหายทั้งการเกษตร การท่องเที่ยว การเดินทาง สุขภาพ รวมถึงการสูญเสียพื้นที่ป่า
ทั้งนี้ อาเซียนโดยเฉพาะประเทศที่ได้รับผลกระทบ ควรจัดสรรเงิน 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 3 แสนล้านบาท มาจัดการปัญหานี้ โดยตัวเงิน 3 แสนล้านบาทนั้น เท่ากับความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากปัญหาหมอกควันครั้งก่อนหน้านี้ ที่สำคัญควรมีนโยบายหรือกฎหมายที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาด้วย
ปัจจุบัน แม้อาเซียนจะมีกรอบความร่วมมือและมีแผนปฏิบัติ (Action Plan) ภายใต้ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (เอเอสซีซี) เพื่อร่วมมือกันจัดการปัญหาหมอกควันในภูมิภาคแล้ว แต่ในแง่การให้ความสำคัญอาจยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนมากนัก
หากต้องการให้ประชาคมอาเซียนซึ่งจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการปลายปีนี้เดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น การจัดการปัญหาหมอกควันเป็นประเด็นหนึ่งที่ภาครัฐของทุกประเทศควรให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ก่อนที่ปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จบ ฉุดเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชนในภูมิภาคนี้ให้ถดถอย







