posttoday
เปิดโมเดลฟื้นเศรษฐกิจ สร้าง ‘บิ๊กแบง’ ดึงลงทุนใหม่

เปิดโมเดลฟื้นเศรษฐกิจ สร้าง ‘บิ๊กแบง’ ดึงลงทุนใหม่

21 กันยายน 2558

หลังการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เปลี่ยนทีมเศรษฐกิจเกือบยกเซต เพียงไม่กี่สัปดาห์ รัฐบาลได้มีการเข็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นออกมาหลายชุด “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รมช.พาณิชย์ หนึ่งในกุนซือคนสำคัญของ “ทีมเศรษฐกิจสมคิด” ให้สัมภาษณ์ “สื่อสายเศรษฐกิจประจำทำเนียบรัฐบาล” โดยได้ฉายภาพนโยบายที่รัฐบาลจะดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาว

หลังการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เปลี่ยนทีมเศรษฐกิจเกือบยกเซต เพียงไม่กี่สัปดาห์ รัฐบาลได้มีการเข็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นออกมาหลายชุด “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รมช.พาณิชย์ หนึ่งในกุนซือคนสำคัญของ “ทีมเศรษฐกิจสมคิด” ให้สัมภาษณ์ “สื่อสายเศรษฐกิจประจำทำเนียบรัฐบาล” โดยได้ฉายภาพนโยบายที่รัฐบาลจะดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาว

สุวิทย์ ระบุ ภาวะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ต่างจากปี 2540 ไม่ใช่วิกฤตแต่เป็นปัญหาในเรื่องความมั่นใจในการบริโภคของประชาชน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาทั้งทางการเมืองและภัยธรรมชาติต่อเนื่องถึง 3 ระลอก ทำให้การลงทุนน้อยกว่าที่ตั้งใจ ในขณะที่เพื่อนบ้านมีบรรยากาศที่ดึงดูดการลงทุนมากขึ้น

“โจทย์เรื่องการลงทุนของไทย คือ เราต้องเฟรชไอเดีย มีอะไรที่จะบอกเล่าเพื่อดึงดูดนักลงทุน คือ ต้องสร้างบิ๊กแบงใหม่ที่จะดึงดูดการลงทุนในอนาคต ส่วนระดับเอสเอ็มอีต้องทำให้สามารถบุกไปลงทุนต่างประเทศได้มากขึ้นเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในญี่ปุ่น โดยรัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนและขยายโอกาสธุรกิจเอสเอ็มอีให้ไปลงทุนในประเทศอื่นๆ โดยเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมญี่ปุ่นที่ลงทุนในประเทศนั้นๆ”

รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า งานสำคัญของทีมเศรษฐกิจภายใต้การนำของรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คือ การฟื้นคืนความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา ทั้งจากภายในคือประชาชนทุกส่วนและภายนอกคือในเรื่องของความเชื่อมั่นของนักลงทุน

นั่นคือส่วนของการสร้าง “Story to tell” ให้เกิดขึ้นมาเช่นเดียวกับการเกิดขึ้นของมาบตาพุด

ทั้งนี้ เบื้องต้นรัฐบาลต้องดำเนินมาตรการระยะสั้น เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก 1.37 แสนล้านบาท และเอสเอ็มอี 1 แสนล้านบาท ถัดจากนั้นจะทำในเรื่องการสร้างความสามารถในการแข่งขันซึ่งมีคีย์เวิร์ด 3 ข้อ คือ คีย์เวิร์ดที่ 1.การสร้างความเข้มแข็งจากภายในการค้าระหว่างประเทศหดตัวทั้งนำเข้าและส่งออก ทุกประเทศหันมาเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากในประเทศแม้แต่สหรัฐ

“กว่า 20 ปีมาแล้วที่เราเทใจให้กับโลกาภิวัตน์ ซึ่งทำให้การส่งออกโตขึ้นและก็เป็นภาวะที่เกิดขึ้นทั่วโลก การส่งออกของเรามีมูลค่าสูงถึง 70% ของจีดีพี แต่เมื่อเอาส่งออกลบกับนำเข้าแล้วมูลค่าเหลือ 10% ของจีดีพี ขณะที่การลงทุนต่อจีดีพีมีสัดส่วน 26% โดย 20% เป็นการลงทุนของภาคเอกชน และอีก 6% เป็นการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ดังนั้นจึงต้องคิดกันใหม่”

คีย์เวิร์ดที่ 2 คือสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ (Balance) ระหว่างเศรษฐกิจภายนอกและภายในประเทศ เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีความผันผวนของเศรษฐกิจภายนอกจะทำให้ภายในอ่อนแอทันที และคีย์เวิร์ด 3.การเติบโตด้วยการลงทุนและจ้างงานภายในประเทศ เน้นเศรษฐกิจชุมชนและเอสเอ็มอี ซึ่งหากไทยทำส่วนนี้ให้เข้มแข็งได้จะสามารลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนได้ด้วย นั่นจึงเป็นที่มาของการสร้างกองทัพผู้ประกอบการใหม่ (New Entrepreneurs) เพราะผู้ประกอบการเหล่านี้คือตัวคูณทางเศรษฐกิจ

สุวิทย์ อธิบายว่า การทำงานภายใต้คีย์เวิร์ด 3 ข้อ จะมี 5 ภารกิจที่ต้องทำ คือ 1.สร้างบรรยากาศที่ง่ายต่อการลงทุน โดยเฉพาะเรื่องของความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความน่าสนใจในการลงทุนของประเทศ การเข้ามาท่องเที่ยว โดยรัฐบาลจะเร่งแก้ไขส่วนนี้ให้เป็นที่ยอมรับในสากล 

2.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริง 3.การพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีการวางแนวทางการพัฒนา 5-6 คลัสเตอร์ ที่จะขับเคลื่อนที่จะทำให้ประเทศมั่งคั่งในอนาคต ประกอบด้วย คลัสเตอร์ Bio-Based Economy คลัสเตอร์พลังงานหมุนเวียน คลัสเตอร์ Engineering and Design คลัสเตอร์ Wellness  Industry หรืออุตสาหกรรมเกี่ยวกับสุขภาพ ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ คลัสเตอร์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยจะนำคลัสเตอร์ต่างๆ มาต่อยอดในเรื่องของการบริหารจัดการเพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงแข่งขัน

“การทำภาพตรงนี้ให้ชัดขึ้นจะทำให้เกิดการลงทุนที่สำคัญได้จริง ทำให้สามารถที่จะดึง Global Player เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เวลาเลขาฯ บีโอไอ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีไปต่างประเทศ จะมีลิสต์รายชื่อว่าแล้วจะต้องไปจีบบริษัทที่เป็นเบอร์ 1 มาลงทุนให้ได้ ซึ่งเป็นการเจาะจงมากขึ้น ชี้ตัวเลยว่าคลัสเตอร์นี้เราต้องการรายใหญ่รายไหนเข้ามาลงทุน เพื่อให้เกิดภาพว่าคิดถึงประเทศไทย คิดถึงเรื่องนี้”

ส่วนที่ 4.การสร้างสังคมผู้ประกอบการ (Entrepreneurs Society) เมื่อสร้างคลัสเตอร์ขึ้นมาแล้วสิ่งที่ต้องสร้างคือสังคมผู้ประกอบการเพื่อไปเชื่อมระหว่างวิสาหกิจชุมชนกับเอสเอ็มอี ซึ่งจะมีเรื่องของผู้ประกอบการใหม่ (Start Up) ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์  และ 5.การพัฒนาจากฐานราก (Local Economy Development) ที่จะดูตั้งแต่การขับเคลื่อนผ่านกองทุนหมู่บ้าน และขณะนี้รองนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้บีโอไอไปดูในเรื่องของสิทธิประโยชน์ที่เป็นแพ็กเกจการส่งเสริมการลงทุนระดับชุมชน

รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อสามารถสร้างความเข้มแข็งได้แล้ว ต่อไปคือการสร้างเชื่อมโยง (Connect ) ความเข้มแข็งจากข้างในไปสู่เศรษฐกิจภายนอก ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ในการไปหาตลาดและโอกาสใหม่ๆ ส่วนหนึ่งคือการให้ความสำคัญในอาเซียน ที่มีตัวเลขเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากการค้าชายแดน เช่น ที่พื้นที่แม่สอด จ.ตาก มีมูลค่าทางการค้าถึง 7 หมื่นล้านบาท และมีโอกาสเติบโตถึง 1 แสนล้านบาท รวมทั้งเพิ่มมูลค่าได้อีกมากหลังพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ

“เราอาจถูกโลกล้อมทางการเมือง แต่ไม่ใช่หมายถึงการปิดโอกาสทางการค้าและทางเศรษฐกิจ ในทางเศรษฐกิจเราเป็นประเทศที่ยังไงก็ตามเป็นจุดยุทธศาสตร์ของอาเซียน ระเบียงเศรษฐกิจต่างๆ ของอาเซียนผ่านประเทศไทย เราจึงเป็นศูนย์กลางในทางโลจิสติกส์โดยธรรมชาติ ส่วนการจะเป็นศูนย์กลางในเรื่องอื่นๆ ไทยกับอาเซียนต้องเป็น Share Profit คือมีประโยชน์ร่วมกัน ไม่เอาเปรียบกันและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

รมช.พาณิชย์ ระบุว่า ต่อไปนี้การทำงานต่างๆ ต้องทำร่วมกันอย่างบูรณาการไม่ใช่การทำงานกระทรวงเดียว เช่น นโยบายการพัฒนาเอสเอ็มอีและโอท็อป ไม่เพียงแค่การผลิตแต่ต้องมองไปถึงการค้าขายออนไลน์ การทำงานจะทะลุทุกระดับทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ

ขณะที่การดำเนินนโยบายระดับมหภาคเพื่อดูแลเศรษฐกิจไม่ให้เกิดความผันผวนนั้น สุวิทย์ กล่าวว่า สศช. กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ ผนึกกำลังกันมาดูภาพรวมเศรษฐกิจให้นิ่ง ติดตามทั้งดีมานด์ซัพพลายของเศรษฐกิจ โดยแต่ละหน่วยงานจะคุยกันเรื่องเศรษฐกิจจริง (Real Sector) มากขึ้น เช่น เรื่องพลังงาน เรื่องแรงงาน โดยจะเป็นการเข้ามาประชุมเป็นการทั่วไป โดยรองนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าการ ธปท.เป็นแกนกลาง

“ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ได้บอกนโยบายและยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ภายใต้สิ่งที่นายกรัฐมนตรีมอบให้อาจารย์สมคิดออกมา เค้าโครงอย่างนี้ สโคปประมาณนี้ แล้วภายใต้กลไก Mind Set และการขับเคล่ื่อนและลงไปสู่การปฏิบัติแบบนี้พอเซตอะไรขึ้นมาแล้วลงล็อกที่เหลือล็อกเป้าอย่างเดียว ทั้งหมดนี้เป็นการวางแผนการทำที่ย่อยลงมาจากแผนยุทธศาสตร์ประเทศระยะ 20 ปี ที่ให้ภาพลางๆ ย่อลงมาเป็นแผนพัฒนาฯ ของสภาพัฒน์ยิงลงมา 5 ปี และภาพของเรามองในทางปฏิบัติเป็นแอ็กชั่นเบาสมองมาที่ 3 ปีแล้วถอยมาที่ 1 ปีมันก็เมกเซนส์” รมช.พาณิชย์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท