
โลกใกล้วิกฤต?
2 เดือนที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั้งโลกปรับตัวลดลงอย่างหนัก แม้บางตลาดปรับตัวขึ้นมาได้บ้าง แต่ยังออกอาการผันผวนอย่างมาก ตลาดเงินก็เช่นกัน อัตราแลกเปลี่ยนและค่าเงินหลายประเทศเกิดการด้อยค่าและผันผวน โดยเฉพาะค่าเงินของประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันรวมถึงสินค้าพื้นฐานอื่นๆ ที่ราคาปรับลดลงพร้อมกับราคาน้ำมัน เช่น สินค้าเกษตร ประเทศอย่างบราซิล มาเลเซีย และอินโดนีเซียกำลังประสบปัญหารายได้จากการส่งออกลดลงอย่างมาก เศรษฐกิจชะลอตัว เงินไหลออกนอกประเทศ เนื่องจากความไม่มั่นใจบวกกับเงินไหลกลับประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผลให้ค่าเงินประเทศเหล่านี้ด้อยค่าลงกว่า 10-20% อย่างรวดเร็ว (มาเลเซียริงกิตด้อยค่าเกือบเท่ากับในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งที่ผ่านมา)
2 เดือนที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั้งโลกปรับตัวลดลงอย่างหนัก แม้บางตลาดปรับตัวขึ้นมาได้บ้าง แต่ยังออกอาการผันผวนอย่างมาก ตลาดเงินก็เช่นกัน อัตราแลกเปลี่ยนและค่าเงินหลายประเทศเกิดการด้อยค่าและผันผวน โดยเฉพาะค่าเงินของประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันรวมถึงสินค้าพื้นฐานอื่นๆ ที่ราคาปรับลดลงพร้อมกับราคาน้ำมัน เช่น สินค้าเกษตร ประเทศอย่างบราซิล มาเลเซีย และอินโดนีเซียกำลังประสบปัญหารายได้จากการส่งออกลดลงอย่างมาก เศรษฐกิจชะลอตัว เงินไหลออกนอกประเทศ เนื่องจากความไม่มั่นใจบวกกับเงินไหลกลับประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผลให้ค่าเงินประเทศเหล่านี้ด้อยค่าลงกว่า 10-20% อย่างรวดเร็ว (มาเลเซียริงกิตด้อยค่าเกือบเท่ากับในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งที่ผ่านมา)
ล่าสุด สัปดาห์ที่ผ่านมาบราซิลถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงต่ำกว่าระดับที่น่าลงทุน ส่งผลให้กองทุนตราสารหนี้ต้องขยับปรับตัวหนีการฝากเงินในบราซิล รวมทั้งนักลงทุนเองก็ทยอยหลีกเลี่ยงกองทุนที่ลงทุนในบราซิลอีกด้วยเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามสำคัญว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตที่อาจนำโดยประเทศกำลังพัฒนากลุ่มนี้หรือไม่ หลังจากที่พวกเราผ่านวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์มาแล้ว 7 ปี และวิกฤตหนี้ยุโรปเกือบ 5 ปี เหมือนจวนเจียนจะได้เวลาของวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่
หากมองอีกมุมเมื่อนำตัวเลขเศรษฐกิจที่แสดงฐานะการคลังมาเลเซียและอินโดนีเซียมาเทียบกับช่วงต้มยำกุ้ง จะพบว่าเงินทุนสำรอง หนี้สินต่อจีดีพี ปัจจุบันยังดีกว่ามาก เศรษฐกิจจีนซึ่งนักลงทุนกังวลเรื่องการชะลอตัวลงก็น่าจะเป็นเพียงการลดอัตราการเติบโตลงจากฐานที่สูงขึ้นและปรับเข้าสมดุลใหม่ตามขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้นมาก และรายได้ประชาชาติต่อหัวที่สูงขึ้นเท่านั้น น่าจะยังห่างไกลภาวะวิกฤต อีกทั้งรัฐบาลจีนก็มีกำลังอยู่อีกมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นจีนพบกับวิกฤตฟองสบู่ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาจนเกิดการปรับตัวขนานใหญ่ แต่ตลาดหุ้นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าวิกฤตตลาดหุ้นจีนอาจส่งผลให้เกิดการชะลอตัวในเศรษฐกิจจีนเท่านั้น ผลกระทบไม่น่ารุนแรงถึงกับทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้
แต่เพื่อความไม่ประมาท นักลงทุนอาจใช้วิธีลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นที่มีความผันผวนมากลงบ้าง แต่ไม่ควรตื่นตระหนกเทขายทั้งหมดค่ะ







