posttoday
"สมคิด" ชง "อาคม" รื้อ โปรเจกต์รถไฟไทย-จีน

"สมคิด" ชง "อาคม" รื้อ โปรเจกต์รถไฟไทย-จีน

19 กันยายน 2558

การเปลี่ยนตัว รมว.คมนาคมยังส่งผลให้ “ท่าที” ของฝ่ายไทยในการเจรจาด้านการลงทุนระหว่างประเทศ “เข้มงวด” มากขึ้น

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์

การเปลี่ยนตัว รมว.คมนาคม จาก พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง เป็น อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) “บิ๊กตู่ 3” โดยมี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ไม่เพียงสร้างแรงกระเพื่อมให้กับ “ผู้รับเหมา” ในประเทศเท่านั้น

แต่ยังส่งผลให้ “ท่าที” ของฝ่ายไทยในการเจรจาโครงการความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างประเทศ “เข้มงวด” มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่ผ่านมา

เช่น โครงการความร่วมมือรถไฟความเร็วปานกลางไทย-จีน เส้นกรุงเทพฯ-หนองคาย 873 กิโลเมตร ซึ่งแบ่งการลงทุนเป็น 4 ช่วง 2 เฟส ประกอบด้วย เฟสแรกช่วงที่ 1 กรุงเทพฯ-แก่งคอย และช่วงที่ 3 แก่งคอย-นครราชสีมา มีแผนเริ่มก่อสร้างเดือน ต.ค. 2558 และเฟส 2 ช่วงที่ 2 แก่งคอย-มาบตาพุด และช่วงที่ 4 นครราชสีมา-หนองคาย ที่จะเริ่มก่อสร้างเดือน ก.พ. 2559 ซึ่งเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าการเซ็นสัญญาและเริ่มก่อสร้างจะเลื่อนไปจากกำหนดเดิม

นั่นเพราะหลังการปรับ ครม.ผ่านไปเพียง 20 วัน “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ว่าอัตราดอกเบี้ยของจีนที่จะให้กู้ลงทุนโครงการรถไฟไทย-จีนสูงเกินไป เนื่องจากฝ่ายไทยต้องการดอกเบี้ยเงินกู้เท่ากับอัตราที่กู้ได้จากญี่ปุ่นที่อัตราไม่เกิน 2%

“เราต้องการดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด ถ้าแพงก็ไม่ไหว เราเองก็อยากจะให้ชัดเจนและจบภายในปีนี้ ส่วนจะทันหรือไม่ทัน อันนี้ไม่รู้” พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ผลการเยือนจีนในช่วงต้นเดือน ก.ย. และผลเจรจาขอให้ทางการจีนลดอัตราดอกเบี้ยโครงการรถไฟไทย-จีน ลงจาก 4% เหลือ 2%

ต่อมาในการประชุมคณะทำงานความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 7 วันที่ 11-12 ก.ย. ที่มีอาคมเป็นหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายไทย และ หวังเซียวเถา เป็นหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายจีน ซึ่งหลังเสร็จสิ้นการประชุม อาคม แถลงว่า การก่อสร้างรถไฟไทย-จีน ช่วงที่ 1 และช่วงที่ 3 จะไม่สามารถเริ่มก่อสร้างได้ทันตามกำหนดวันที่ 23 ต.ค.นี้ เนื่องจากจีนได้รายงานผลการศึกษาออกแบบโครงการในช่วงดังกล่าวพบว่า “สูงกว่าที่ฝ่ายไทยประเมินไว้ 20-30%”

“การลงทุนในช่วงที่ 1 และช่วงที่ 3 ที่สูงเกินไป เนื่องจากจีนได้สำรวจออกแบบโครงการรถไฟไทย-จีน โดยได้รวมโครงการแอร์พอร์ตลิงค์ ช่วงพญาไท-ดอนเมือง เข้าไปด้วย และไม่ได้แยกศูนย์ก่อสร้างระหว่างเฟส 1 และเฟส 2 จึงได้ให้ฝ่ายจีนแยกส่วนเหล่านี้ให้จบ” แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผย

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังยืนยันเงื่อนไขว่า การลงทุนระบบรางในช่วงที่ 1 และช่วงที่ 3 จะให้ผู้รับเหมาไทยลงทุนทั้งหมด รวมทั้งขอให้ฝ่ายจีนแต่งตั้ง “ที่ปรึกษาทางการเงิน” เพื่อทำหน้าที่ศึกษาโครงการลงทุนรถไฟไทย-จีน ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และหากจีนไม่ยอมลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงมาตามที่ฝ่ายไทยต้องการ ไทยจะกู้เงินลงทุนจากแหล่งอื่นแทน

สอดคล้องกับนโยบายของสมคิดที่ให้ทิศทางกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ว่า “โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐจะต้องยึดประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับและให้เอกชนไทยเข้าร่วมลงทุน ถ้าหากคู่สัญญาเอาเปรียบเราจนเกินไป เราไม่ยอม แม้แต่จีน”

ล่าสุด อาคม ได้สั่งการให้ ชาติชาย ทิพย์สุนาวี รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะว่าที่ปลัดกระทรวงคมนาคม เตรียมข้อมูลและวางกรอบการปฏิบัติงานก่อสร้างโครงการรถไฟไทย-จีน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาข้อกฎหมายและข้อติดขัดต่างๆ ให้แล้วเสร็จ ก่อนการประชุมคณะทำงานความ ร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 8 วันที่ 28-29 ต.ค.นี้ เพื่อจะได้ประเมินว่าการก่อสร้างหรือการตอกเสาเข็มโครงการจะเริ่มได้ในเดือน ธ.ค.ปีนี้หรือไม่

“กระทรวงจะต้องสรุปข้อมูล เช่น การปรับเวลาก่อสร้าง เพราะรายงานการศึกษาโครงการของจีนยังไม่สมบูรณ์ และให้ดูว่าฝ่ายไทยจะต้องทำอะไรบ้าง อาทิ แผนก่อสร้าง รายละเอียดและรูปแบบดีไซน์ การปรับลดวงเงินลงทุนที่สูงเกินไป และเตรียมรูปแบบการลงทุนว่าจะเป็นการร่วมทุนลักษณะใด ซึ่งอาจเป็นการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนหรือรูปแบบอื่นๆ โดยจะต้องมีที่ปรึกษาเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย เนื่องจากตัวเลขต่างๆ ยังไม่ลงตัว” อาคม กล่าว

อาคม ยังระบุว่า “การเลื่อนกรอบเวลาก่อสร้างไปเป็นเดือน ธ.ค. ทำให้ฝ่ายจีนค่อนข้างกังวล”

จากท่าทีฝ่ายไทยที่มีความเข้มงวดมากขึ้น น่าจะสร้างความหนักใจให้ฝ่ายจีนไม่น้อย และกดดันให้ฝ่ายจีนต้องยอมรับเงื่อนไขตามที่ไทยเสนอ เพราะไม่เช่นนั้นโครงการรถไฟไทย-จีนเส้นนี้ อาจเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด จนส่งผลกระทบต่อนโยบาย “ส่งออกระบบรถไฟ” ของจีนที่มี บริษัท ไชน่า เรลเวย์ คอนสตรัคชั่น คอร์ปอเรชั่น ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐวิสาหกิจจีนเป็นหัวหอกรุกคืบไทยทุกภูมิภาค

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน