posttoday
Stop Order คุมความเสี่ยง TFEX

Stop Order คุมความเสี่ยง TFEX

18 กันยายน 2558

การลงทุนในตลาด TFEX ผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือ Futures นั้น เป็นการลงทุนที่ใช้ต้นทุนต่ำกว่าการลงทุนในหุ้น เนื่องจากผู้ลงทุนใช้ต้นทุนเพียงประมาณ 15-20% ของมูลค่าสัญญาเพื่อฝากเป็นเงินหลักประกัน (Margin) ไว้กับโบรกเกอร์ ทำให้ผู้ลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูง แต่ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ตลาดไม่เป็นไปตามที่ผู้ลงทุนคาดการณ์ก็จะสร้างผลขาดทุนได้เช่นกัน ดังนั้น การลงทุนใน TFEX ผู้ลงทุนจึงควรมีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ สำหรับการลงทุนใน TFEX คือการส่งคำสั่งแบบ Stop Order นั่นเอง

การลงทุนในตลาด TFEX ผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือ Futures นั้น เป็นการลงทุนที่ใช้ต้นทุนต่ำกว่าการลงทุนในหุ้น เนื่องจากผู้ลงทุนใช้ต้นทุนเพียงประมาณ 15-20% ของมูลค่าสัญญาเพื่อฝากเป็นเงินหลักประกัน (Margin) ไว้กับโบรกเกอร์ ทำให้ผู้ลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูง แต่ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ตลาดไม่เป็นไปตามที่ผู้ลงทุนคาดการณ์ก็จะสร้างผลขาดทุนได้เช่นกัน ดังนั้น การลงทุนใน TFEX ผู้ลงทุนจึงควรมีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ สำหรับการลงทุนใน TFEX คือการส่งคำสั่งแบบ Stop Order นั่นเอง

โดยปกติแล้วประเภทการคำสั่งซื้อขายที่ผู้ลงทุนหุ้นนิยมใช้จะมี 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ Market Order (MP) ที่เป็นคำสั่งซื้อขาย ณ ราคาตลาด ที่ใช้เมื่อผู้ลงทุนต้องการซื้อหรือขายทันที ณ ราคาที่ดีที่สุดในขณะนั้น และ Limit Order (LO) ที่เป็นคำสั่งซื้อขายทั่วไปที่ผู้ลงทุนระบุราคาที่แน่นอน สำหรับ TFEX จะมีคำสั่งเพิ่มเติมอีกประเภทหนึ่งที่เรียกกันว่า Stop Order ที่เป็นการส่งคำสั่งซื้อหรือขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบมีเงื่อนไข โดยหลังจากส่งคำสั่ง Stop Order เข้าไปในระบบแล้ว คำสั่งดังกล่าวจะยังไม่ Execute ในทันที และจะเสมือนถูกหยุดพักรออยู่ในระบบซื้อขายของ TFEX เป็นการชั่วคราว จนกว่าเงื่อนไขด้านราคา (Stop Condition) ที่ระบุไว้ในคำสั่งเป็นไปตามที่กำหนด ตัวอย่างเช่น คำสั่งจะยังไม่ Active จนกว่าราคาของ SET50 Futures จะลดต่ำลงกว่า 1,000 จุด เป็นต้น เนื่องจากคำสั่ง Stop Order สามารถส่งได้ทั้งคำสั่งซื้อและขาย จึงทำให้Stop Order เป็นเครื่องมือให้แก่ผู้ลงทุนได้ทั้งสำหรับการจำกัดการขาดทุน (Stop Loss) และการกำหนดจุดทำกำไร (Take Profit) โดยคำสั่ง Stop Order ที่ไม่ได้ Execute จะถูกลบทิ้งจากระบบไปเมื่อสิ้นวัน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น จึงจะขอยกตัวอย่างดังนี้

ใช้ Stop Order จำกัดการขาดทุน

ณ วันที่ 30 เม.ย. 2558 ผู้ลงทุนต้องการลงทุนขายเหรียญสหรัฐเป็นจำนวน 5,000 เหรียญสหรัฐ จึงตัดสินใจขาย (Short) USDM15 Futures ที่เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอ้างอิงกับอัตราแลกเปลี่ยนบาท/เหรียญสหรัฐ หมดอายุเดือน มิ.ย. 2558 จำนวนทั้งสิ้น 5 สัญญา (USD Futures 1 สัญญามีมูลค่าเท่ากับ 1,000 เหรียญสหรัฐ) ที่ราคาปิดตลาด 33.03 บาท/เหรียญสหรัฐ และเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนลง ผู้ลงทุนจึงได้ตั้งคำสั่งขายแบบ Stop Order เพื่อปิดสถานะ โดยมีเงื่อนไข Stop Condition ให้ส่งคำสั่งซื้อ (Long) ณ ราคาตลาด เข้าไปในระบบซื้อขายเพื่อปิดสถานะ เมื่อราคา USDM15 สูงกว่าหรือเท่ากับ 33.50 บาท/เหรียญสหรัฐ

ปรากฏว่าในวันที่ 7 พ.ค. 2558 ราคาซื้อขายระหว่างวันของ USDM15 Futures ปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่า 33.50 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่ผู้ลงทุนตั้งไว้ใน Stop Order ส่งผลให้คำสั่ง Stop Order เริ่มทำงานและส่งคำสั่ง Long USDM15 Futures จำนวน 5 สัญญา เข้าไปในระบบ TFEX ณ ราคาตลาด สมมติว่าคำสั่งดังกล่าวได้รับการจับคู่ที่ราคา 33.50 บาท/เหรียญสหรัฐ จะส่งผลให้ผู้ลงทุนขาดทุนจากการลงทุนที่ (33.03-33.50) x (5x1,000) = 2,350 บาท ซึ่งในกรณีที่ผู้ลงทุนไม่ได้ตั้ง Stop Order ไว้ และทำการปิดสัญญา ณ สิ้นวัน ด้วยราคาปิดตลาด (33.64 บาท/เหรียญสหรัฐ) จะส่งผลให้ผู้ลงทุนขาดทุนถึง (33.03-33.64) x (5x1,000) = 2,900 บาท

Stop Order กำหนดจุดทำกำไร

ณ วันที่ 30 เม.ย. 2558 ผู้ลงทุนวางแผนจะลงทุนในน้ำมันดิบจำนวน 100 บาร์เรล โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นในระยะเวลา 1 เดือน จึงตัดสินใจซื้อ (Long) BRM15 Futures ที่เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอ้างอิงกับน้ำมันดิบ Brent หมดอายุเดือน มิ.ย. 2558 จำนวนทั้งสิ้น 1 สัญญา (BR Futures 1 สัญญามีมูลค่าเท่ากับ 100 บาร์เรล) ที่ราคาปิดตลาด 2,205 บาท/บาร์เรล โดยผู้ลงทุนคาดการณ์ว่าโอกาสที่ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวขึ้นสูงกว่า 2,350 บาท/บาร์เรล น่าจะเป็นไปได้ไม่มากนัก จึงได้ตั้งคำสั่งขายแบบ Stop Order เพื่อปิดสถานะ โดยมีเงื่อนไข Stop Condition ให้ส่งคำสั่งขาย (Short) ณ ราคาตลาด เข้าไปในระบบซื้อขายเพื่อปิดสถานะ เมื่อราคา BRM15 สูงกว่าหรือเท่ากับ 2,350 บาท/บาร์เรล

ปรากฏว่าในวันที่ 7 พ.ค. 2558 ราคาซื้อขายระหว่างวันของ BRM15 Futures ปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่า 2,350 บาท/บาร์เรล ส่งผลให้คำสั่ง Stop Order เริ่มทำงานและส่งคำสั่ง Short BRM15 Futures จำนวน 10 สัญญา ณ ราคาตลาด สมมติว่าคำสั่งดังกล่าวได้รับการจับคู่ที่ราคา 2,350 บาท/บาร์เรล จะส่งผลให้ผู้ลงทุนกำไรจากการลงทุนที่ (2,350-2,205) x (1x100) = 14,500 บาท ซึ่งในกรณีที่ผู้ลงทุนไม่ได้ตั้ง StopOrder ไว้ และถือสัญญาเป็นระยะเวลา 1 เดือน ตามที่วางแผนการลงทุนไว้ ณ วันที่ 29 พ.ค. 2558 ราคาปิดตลาดของ BRM15 Futures อยู่ที่ 2,125 บาท/บาร์เรล กลับจะส่งผลให้ผู้ลงทุนได้รับผลขาดทุนถึง (2,125-2,205) x (1x100) = 8,000 บาท

จะเห็นได้ว่าการใช้ Stop Order นั้น นับเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกที่ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถทั้งจำกัดการขาดทุน (Stop Loss) และกำหนดจุดทำกำไร (Take Profit) จากการลงทุนได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องนั่งเฝ้าจอเกาะติดการลงทุนตลอดเวลา เพียงตั้งคำสั่ง Stop Order ด้วย Condition ที่ต้องการ ทั้งนี้ การตั้งคำสั่ง Stop Order ยังมี Stop Condition และประเภทคำสั่งปลีกย่อยอื่นที่จะช่วยให้การส่งคำสั่งเป็นไปตามแผนการลงทุนของผู้ลงทุนมากขึ้น ซึ่งจะขอนำมาพูดคุยต่อในคราวหน้า สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากโบรกเกอร์ที่ท่านใช้บริการ หรือเว็บไซต์ www.tfex.co.th

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ