posttoday
ปรับพอร์ตอย่างไร ใช้ Rebalancing หรือ Trend Following ดี?

ปรับพอร์ตอย่างไร ใช้ Rebalancing หรือ Trend Following ดี?

18 กันยายน 2558

สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งกับ คอลัมน์ The War Room บทความรูปแบบใหม่ที่เป็นการถกประเด็นเรื่องการลงทุนระหว่าง 2 กูรู จาก INFINITI Global Investors คุณแบงค์ (Mr.Messenger) และคุณเจท (FundTalk) โดยวันนี้เราจะมาถกกันในประเด็นเทคนิควิธีการปรับพอร์ตระหว่าง 2 แนวทางยอดนิยมคือ Rebalancing และ Trend Following ครับ

สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งกับ คอลัมน์ The War Room บทความรูปแบบใหม่ที่เป็นการถกประเด็นเรื่องการลงทุนระหว่าง 2 กูรู จาก INFINITI Global Investors คุณแบงค์ (Mr.Messenger) และคุณเจท (FundTalk) โดยวันนี้เราจะมาถกกันในประเด็นเทคนิควิธีการปรับพอร์ตระหว่าง 2 แนวทางยอดนิยมคือ Rebalancing และ Trend Following ครับ

เจษฎา ผมโดยส่วนตัวชอบแนวทาง Rebalancing ซึ่งหมายถึงการกำหนดสัดส่วนการลงทุนในระยะยาวให้เหมาะสมสำหรับนักลงทุนแต่ละคน (Strategic Asset Allocation) และทำการ Rebalance การลงทุนกลับเข้าสู่สัดส่วน Strategic เมื่อราคาสินทรัพย์แต่ละชนิดเปลี่ยนแปลงไป ยกตัวอย่างเช่น พอร์ตการลงทุนแบบ Balanced Portfolio ที่มีสัดส่วน หุ้น:ตราสารหนี้ = 65:35 ถ้าหากหุ้นขึ้นมามากจนทำให้สัดส่วนเปลี่ยน แปลงเป็น หุ้น:ตราสารหนี้ = 75:25 ก็ให้เราทำการ Rebalance โดยขายหุ้นออกมา 10% เพื่อกลับไปลงทุนในตราสารหนี้ ในทางกลับกันถ้าหุ้นปรับตัวลดลงก็ให้ย้ายเงินจากสัดส่วนของตราสารหนี้เข้าลงทุนในหุ้น แล้วแบบ Trend Following ละคุณแบงค์

ชยนนท์ Trend Following คือ การจัดทัพการลงทุนตามแนวโน้มใหญ่ของสินทรัพย์แต่ละประเภท เช่น เรามองว่า หุ้นเป็นขาขึ้นระยะยาว ก็อยู่ในหุ้นสัดส่วนเยอะๆ จนกว่าหุ้นจะเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาลง ก็กลับไปถือสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ อย่างตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นหรือระยะยาวก็ได้ แล้วแต่สภาพเศรษฐกิจ ณ ตอนนั้น

ถ้าอยากจัดพอร์ตการลงทุนให้เนียน ผมคิดว่า การใช้ Trend Following มาช่วยอ่านทิศทางน่าสนใจนะ ถึงแม้เหล่านักลงทุนระยะยาว อาจจะเชื่อว่า ในระยะสั้นเราอ่านทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์เพื่อการลงทุนต่างๆ ได้ลำบาก แต่ผมเชื่อว่า ทุกคนพอมองเห็นแนวโน้มระยะยาวของสินทรัพย์แต่ละประเภท ดังนั้น การปรับพอร์ตแบบ Trend Following จะทำให้เรามีพอร์ตที่เสี่ยงต่ำ ในยามที่สินทรัพย์นั้นๆ อยู่ในขาลง และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมีโอกาสสร้างกำไรที่มากขึ้น ในยามที่สินทรัพย์นั้นๆ อยู่ในขาขึ้นครับ

เจษฎา ปรับพอร์ตแบบ Rebalancing ก็เนียนได้นะ ที่ผมชอบมากๆ เลยก็คือการสร้างวินัยในการลงทุน และสร้างโอกาสในการ “ซื้อถูก ขายแพง” ช่วยให้นักลงทุนสามารถต่อสู้กับอารมณ์ตลาดและอารมณ์ของตัวเองได้เป็นอย่างดี ในช่วงตลาดขาขึ้น โดยทั่วไปนักลงทุนมักจะฮึกเหิม พากันเฮโลเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้น และบ่อยครั้งก็เป็นการซื้อของ “แพง” ในทางตรงข้ามเมื่อเป็นตลาดขาลงนักลงทุนจำนวนมากจะหวั่นไหว และสุดท้ายทำการขายหนีตายเมื่อตลาดลงลึกมากๆ เพราะความกลัวเข้าครอบงำ ขณะที่แนวทางการ Rebalancing จะช่วยให้เราสามารถขายเมื่อราคาเพิ่มขึ้น และซื้อเมื่อราคาปรับตัวลดลง เนื่องจากเรามีสัดส่วน Strategic Allocation เป็นตัวช่วยบังคับอยู่

ชยนนท์ ข้อเสียที่ผมคิดนะคุณเจท ก็คือ ถ้าสมมติว่าตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นยาวนาน ขึ้นแรงๆ ถ้าปรับพอร์ตด้วยวิธี Rebalancing จะเท่ากับว่า เราขายหมูตลอดทาง และมีสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้ได้ผลตอบแทนไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ขณะที่ถ้าตลาดหุ้นเป็นขาลง เราไม่รู้ว่าจะลงถึงเมื่อไหร่ แต่พอลงมาปั๊บ Rebalancing จะบอกให้เราปรับน้ำหนักขายตราสารหนี้ มาเติมในหุ้นให้คงสัดส่วนตามที่กำหนดไว้ในตอนแรก โดยที่ไม่สนใจว่าตลาดหุ้นจะลงไปอีกลึกเท่าไหร่ แบบนี้มันไม่ค่อยเหมาะกับผมเท่าไหร่นะ

เจษฎา แนวทางแบบ Trend Following ก็มีข้อเสียนะคุณ มีโอกาสบ่อยครั้งเลยที่จะเป็นการซื้อของแพงและขายของถูก เพราะสัญญาณซื้อจะเกิดขึ้นเมื่อตลาดปรับขึ้นไปแล้ว และสัญญาณขายจะเกิดขึ้นเมื่อตลาดปรับตัวลดลงสักระยะ ยิ่งถ้ามาเจอตลาดที่ผันผวนขึ้นๆ ลงๆ บ่อยๆ แล้วละก็ แนวทางแบบ Trend Following ไม่น่าจะทำผลงานได้ดีเท่าไหร่ ผิดกับแนวทาง Rebalancing ซึ่งทำให้นักลงทุนมีจิตใจที่่มั่นคง เวลาลงก็ซื้อ เวลาขึ้นก็ขาย สบายใจกว่ากันเยอะ

ชยนนท์ ใช่ครับ ที่การใช้ Trend Following ในการบริหารพอร์ตมีความเสี่ยงถ้าตลาดไม่มีแนวโน้มชัดเจน หรือคลุมเครือ แต่ผมเชื่อว่า เมื่อเวลาแห่งความผันผวนผ่านไป เมื่อแนวโน้มใหญ่เกิดขึ้น Trend Following จะมีประสิทธิภาพสูง หากใช้อย่างมีวินัย และติดตามสถานการณ์วิเคราะห์แนวโน้มอย่างระมัดระวังนะ แต่ถ้าวิเคราะห์แล้ว เราไปเจอช่วงเวลาที่ตลาดผันผวนหนัก อันนี้ต้องใช้ประสบการณ์ และอาจปรับกลยุทธ์ไปใช้ Rebalancing แทน จนกว่าตลาดจะเจอแนวโน้มที่ชัดเจน ก็ทำได้นะ

ทั้งหมดก็เป็นการตอบโต้และแลกเปลี่ยนมุมมองกันระหว่าง FundTalk และ Mr.Messenger ในวันนี้ โดยสรุป แนวทางแบบ Trend Following นั้นเหมาะกับตลาดที่มีแนวโน้มชัดเจน สามารถกินคำใหญ่ๆ ได้ ขณะที่เสียทีละครั้งเล็กๆ เนื่องจากการส่งสัญญาณซื้อขายที่เกิดจาก Momentum Indicator ขณะที่แนวทางแบบ Rebalancing นั้นเหมาะกับนักลงทุนที่มีการทำ Asset Allocation แบบจริงจัง โดยวิธีการ Rebalancing จะทำผลงานได้ดีกว่า Trend Following ในเวลาที่ตลาดมีความผันผวนมากๆ แต่ก็จะทำผลตอบแทนได้น้อยกว่าแบบ Trend Following ในเวลาที่ตลาดมีแนวโน้มชัดเจน สำหรับท่านนักลงทุนควรเลือกว่าตัวเองเหมาะกับแนวทางแบบไหน และทำการฝึกฝนในแนวทางของตัวเองให้เกิดความชำนาญ เราสองคนเชื่อว่าไม่ว่าใครจะเป็นนักลงทุนสไตล์ไหนก็ล้วนสามารถประสบความสำเร็จได้ ถ้าสามารถ “ทำได้ดี” ในแบบที่ตัวเองถนัด และที่สำคัญที่สุดคือ “วินัยในการลงทุน” ครับ

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง