
สผ.ตัดขาย2โครงการ
ปตท.สผ.ปิดจุดเสี่ยง ร่วมทุนหรือขายออยล์แซนด์-มอนทารา ประกันคุมน้ำมันร่วง
ปตท.สผ.ปิดจุดเสี่ยง ร่วมทุนหรือขายออยล์แซนด์-มอนทารา ประกันคุมน้ำมันร่วง
น.ส.เพ็ญจันทร์ จริเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มการเงินและการบัญชี บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า โครงการแหล่งปิโตรเลียมที่บริษัทถือหุ้นสัดส่วน 100% บริษัทมีนโยบายจะหาพันธมิตรมาร่วมทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงของโครงการ และหาโอกาสขายสินทรัพย์หากมีผู้เสนอซื้อเข้ามาให้ราคาที่ดี ทั้งในโครงการออยล์แซนด์ในประเทศแคนาดาและโครงการมอนทาราในประเทศออสเตรเลีย อีกทั้งสองแหล่งดังกล่าวถือเป็นโครงการที่มีต้นทุนการผลิตที่สูงเมื่อเทียบแหล่งอื่นๆ ในพอร์ตของบริษัท
“แผนการหาพันธมิตรหรือขายสินทรัพย์โครงการที่บริษัทเป็นเจ้าของ 100% บริษัทไม่ได้วางกรอบเวลาที่ชัดเจนขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาสที่จะเข้า ส่วนการลงทุนในภาวะไม่ปกติ ตอนนี้บริษัทจะลงทุนเท่าที่จำเป็นไม่เผื่อไปข้างหน้ามากถ้ายังไม่ใช่โครงการที่มั่นใจ” น.ส.เพ็ญจันทร์ กล่าว
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย มั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของบริษัท ซึ่งปัจจุบันมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 4% แม้เงินกู้เป็นสกุลเหรียญสหรัฐทั้งหมดก็ตาม เพราะล็อกต้นทุนเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 70-80% ของพอร์ตแล้ว ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมและไม่มีแผนจะเพิ่มสัดส่วน
สำหรับความสามารถในการแข่งขัน ปัจจุบันต้นทุนการผลิตหน่วยของบริษัทอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ ช่วง 6 เดือนแรกอยู่ที่ 41.08 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ลดลงจากปี 2557 ที่ 43.60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่หากนับเฉพาะต้นทุนเงินสดจะอยู่ที่เพียง 17-18 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เปรียบเทียบคู่แข่งในอุตสาหกรรมที่มีแหล่งปิโตรเลียมในทะเลน้ำลึกและเชลออยล์จะมีต้นทุนเงินสดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะลดต้นทุนการผลิตหน่วยลงอีก ทั้งการลดค่าใช้จ่ายทางการเงิน การบริหารและการดำเนินงานต่างๆ การรับบุคลากรเพิ่มในตำแหน่งที่มีการลาออกโดยไม่มีการปรับลดพนักงาน รวมถึงการเจรจาต่อรองค่างานรับเหมาก่อสร้างมากขึ้น และลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งจะเห็นผลในปี 2559 เป็นต้นไป ปัจจุบันบริษัทยังมีความพร้อมของเงินสดภายในที่มีมากกว่า 3,000 เหรียญสหรัฐ รองรับโอกาสในการเข้าซื้อกิจการได้สินทรัพย์ราคาถูกในช่วงน้ำมันลดลง
ด้านผลการดำเนินงานในปี 2558 มั่นใจว่าจะมีอัตรากำไรก่อนหักภาษี ค่าเสื่อม และดอกเบี้ยจ่าย (อีบิตดามาร์จิ้น) เฉลี่ยเป็นไปตามเป้าหมายที่ 69-70% จากช่วงแรกของปีนี้ทำได้ที่ 72% เนื่องจาก
บริษัทสามารถบริหารจัดการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันบริษัทได้ทำประกันความเสี่ยงแบบช่วงราคาเป็นหลักในส่วนกำลังการผลิตของน้ำมันที่ขายประมาณ 1 แสนบาร์เรล/วัน ไว้สัดส่วนประมาณ 70% ของยอดขายเต็มทั้งปีนี้ไปแล้ว การันตีราคาต่ำสุด (ฟอร์ล) ไว้ที่เกิน 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หากราคาน้ำมันปรับลดลงต่ำกว่าราคาฟอร์ลดังกล่าวจะทำให้บริษัทมีกำไรจากการทำประกันความเสี่ยง แต่หากราคาขึ้นไปสูงกว่ากรอบเพดาน (ซิลลิ่ง) ทำประกันความเสี่ยงบริษัทจะต้องจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างดังกล่าวด้วย ส่งผลให้บริษัททำกำไรจากการดำเนินงานและกระแสเงินสดได้ตามเป้าหมายโดยในปี 2558 จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับในปี 2559 เบื้องต้นจะทำประกันความเสี่ยงของน้ำมันที่ขายในสัดส่วน 70% ใกล้เคียงกับปีนี้เพื่อเป็นเครื่องมือ ทำให้กำไรจากการดำเนินงานและกระแสเงินสดเป็นไปตามเป้าหมายด้านราคาน้ำมันปีนี้ประเมินไว้ในระดับเดียวกับนักวิเคราะห์ต่างๆ ราว 50-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่เชื่อว่าราคาน้ำมันจะไม่ลงไปถึง 20 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ตามที่นักวิเคราะห์บางแห่งคาดไว้อย่างแน่นอน







