
ปตท.เลิกหว่านเงินลงทุน
PTT ปรับกลยุทธ์เน้นลงทุนธุรกิจที่เชี่ยวชาญ แยกค้าปลีกเข้าตลาดหุ้น ปีนี้ไม่มีขาดทุนสต๊อก
PTT ปรับกลยุทธ์เน้นลงทุนธุรกิจที่เชี่ยวชาญ แยกค้าปลีกเข้าตลาดหุ้น ปีนี้ไม่มีขาดทุนสต๊อก
นายสรัญ รังคสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ โดยการลงทุนจะเน้นทำเฉพาะธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญและมีความสามารถในการทำธุรกิจนั้น นอกจากนั้น จะมีความรอบคอบเพิ่มมากขึ้นในการพิจารณาตัดสินใจก่อนลงทุน เปลี่ยนจากแผนเดิมที่ปกติเข้าไปลงทุนในทุกที่ซึ่งมีโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงยังมีแผนจะพิจารณาตัดขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักออกด้วย
นอกจากนั้น กำลังศึกษาในการนำกลุ่มธุรกิจค้าปลีกเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคาดจะสรุปได้ภายใน 3 ปีนี้ จากการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์พบว่ามีโอกาสสูงเพื่อแยกธุรกิจออกมาให้ชัดเจนขึ้น แต่ยังต้องพิจารณาในประเด็นด้านกฎหมายและผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียด้วย ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกมีกำไรประมาณ 8,000 ล้านบาท/ปี คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 10% ของกำไรบริษัท
ทั้งนี้ หากแบ่งเป็นธุรกิจสถานีบริการน้ำมันจะมีการเติบโตสอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ และสัดส่วนกำไรของธุรกิจค้าปลีกที่ไม่ได้จากการขายน้ำมันปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 25% โดยภายใน 3 ปีมีแผนจะเพิ่มสัดส่วนเป็นประมาณ 50%
สำหรับการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) กับบริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) ซึ่งอยู่ในแผนแม่บทของบริษัท คาดจะสรุปความชัดเจนใน 3-5 ปีข้างหน้านี้ ส่วนบริษัท ไทยออยล์ (TOP) จะคงสถานะไว้เช่นเดิมเพื่อเป็นเรือธงในธุรกิจโรงกลั่นของกลุ่ม ปตท.
นายสรัญ กล่าวต่อว่า การนำบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ภายในปลายปีนี้ โดย PTT จะขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่สัดส่วน 36% โดยมีโอกาสที่บันทึกกำไรพิเศษเข้าในปีนี้
แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเมื่อต้นปี 2558 อยู่ที่ระดับ 53 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล คาดช่วงที่เหลือของปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 54 เหรียญสหรัฐ หากเป็นไปตามที่คาดการณ์ ปีนี้ ปตท.จะไม่มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ส่วนแนวโน้มในปี 2559 และใน 2-3 ปีข้างหน้าคาดจะปรับขึ้นเล็กน้อยไม่เกิน 60 เหรียญสหรัฐ เพราะอุปทานที่ล้นตลาดจะลดลง และมีโอกาสที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ดีขึ้น







