
รายย่อยผู้ดีเสียงแตกออกอียู
ออกอียูเสี่ยงกระทบนำเข้า-ส่งออก อีกด้านเชื่อเป็นผลดีลดความยุ่งยากกฎเกณฑ์
ออกอียูเสี่ยงกระทบนำเข้า-ส่งออก อีกด้านเชื่อเป็นผลดีลดความยุ่งยากกฎเกณฑ์
สหพันธ์ธุรกิจขนาดเล็กของสหราชอาณาจักร (เอฟเอสบี) เปิดเผยผลสำรวจพบว่า ธุรกิจขนาดเล็กของสหราชอาณาจักรมีความเห็นแตกต่างกันต่อการจัดทำประชามติขอความเห็นในการให้สหราชอาณาจักรอยู่ในสหภาพยุโรป (อียู) ต่อไปหรือไม่ โดย 47% เห็นชอบที่จะให้อยู่ต่อ ในขณะที่ 41% ต้องการให้ออกจากอียู
นอกจากนี้ เอฟเอสบี ยังเปิดเผยอีกด้วยว่า ธุรกิจหลักของสหราชอาณาจักร 50.5% เห็นชอบในการออกจากอียูว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรในภาพรวมปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตามมีเพียง 34.9% เท่านั้นที่เห็นว่าการออกจากอียูจะเป็นผลดีต่อธุรกิจขนาดเล็ก
เฮอร์เบิร์ต แอพเพล เจ้าของธุรกิจแปลภาษาในสหราชอาณาจักร ให้ความเห็นว่า การออกจากอียูจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออกกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ในอียู และธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับธุรกิจที่นำเข้าส่งออกกับประเทศอียูอีกทีหนึ่งอีกด้วย
“การออกจากอียูจะทำให้ต้องใช้ระบบราชการ เวลา ต้นทุน และมีความยุ่งยากมากขึ้น ทุกอย่างที่กำลังดำเนินอย่างราบเรียบขณะนี้จะยุ่งยากยิ่งขึ้นไป” แอพเพล กล่าว
สอดคล้องกับมูดี้ส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดัง ระบุในเดือน มิ.ย. ว่า หากสหราชอาณาจักรออกจากอียูจะส่งผลเสียต่อการค้าทั้งการนำเข้าและส่งออกของสหราชอาณาจักร ซึ่งจะส่งผล
กระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะกลาง
อย่างไรก็ตาม เคลลี มอร์ริส เจ้าของธุรกิจจัดอีเวนต์ในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า การออกจากอียูจะส่งผลให้การทำธุรกิจง่ายขึ้น เนื่องจากการออกจากอียูจะทำให้ธุรกิจต่างๆ ไม่ต้องเผชิญกับกฎระเบียบและระบบราชการของอียู นอกจากนี้สหราชอาณาจักรยังไม่ได้รับประโยชน์มากมายนักจากการเป็นสมาชิกของอียูอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน วิกกี้ เรดวูด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า หากสหราชอาณาจักรต้องออกจากอียูจริงจะส่งผลกระทบไม่มากมักนัก เนื่องจากยังมีโอกาสที่สหราชอาณาจักรจะทำข้อตกลงการค้าเสรีกับทางอียูได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เดวิดคาเมรอน แห่งสหราชอาณาจักร วางแผนที่จะจัดทำประชามติดังกล่าวในเดือน ต.ค. 2016







