
ซอฟต์โลนแสนล้าน ต่อลมหายใจ...เอสเอ็มอี
ในวันนี้กระทรวงการคลังจะเป็นเจ้าภาพเปิดตัวโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้ผู้ประกอบกิจการเอสเอ็มอี วงเงิน 1 แสนล้านบาท โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานเปิดงาน และปาฐกถาเรื่อง ขับเคลื่อนเอสเอ็มอี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ในวันนี้กระทรวงการคลังจะเป็นเจ้าภาพเปิดตัวโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้ผู้ประกอบกิจการเอสเอ็มอี วงเงิน 1 แสนล้านบาท โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานเปิดงาน และปาฐกถาเรื่อง ขับเคลื่อนเอสเอ็มอี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
จากนั้นจะมีการลงนามร่วมกันระหว่างธนาคารออมสินกับธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจราว 20 แห่ง เพื่อทำข้อตกลงในการให้ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เข้าร่วมโครงการ ในอัตราดอกเบี้ย 0.1% แบบใครมาก่อนได้ก่อน และสถาบันการเงินจะไปปล่อยกู้เอสเอ็มอีต่อ คิดดอกเบี้ย 4% ระยะเวลาไม่เกิน 7 ปี ยื่นขอสินเชื่อภายใน 31 ธ.ค. 2558 หรือจนกว่าวงเงินที่จัดสรรไว้หมด แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน
ทั้งนี้ การปล่อยกู้จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละแบงก์ แต่ต้องอิงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 ก.ย. 2558 ที่ระบุชัดว่า “ห้ามรีไฟแนนซ์หนี้เดิม”
ขณะที่เกณฑ์การปล่อยสินเชื่อจะเปิดกว้าง คือปล่อยกู้ได้ทั้งลูกค้ารายใหม่ที่ต้องการสินเชื่อเพื่อลงทุนประกอบกิจการ และลูกค้าเดิมที่ขอกู้เพื่อไปเสริมสภาพคล่อง ใช้เป็นทุนหมุนเวียนในกิจการได้ รวมทั้งขอกู้เพิ่มเพื่อใช้ขยายกิจการ
โดยสรุปแล้ว เกณฑ์การปล่อยกู้ตามมติ ครม.จะทำได้ 5 กลุ่มใหญ่ คือ 1.โครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือชาวประมง “ประมงไทยก้าวไกลสู่สากล” 2.โครงการสินเชื่อเอสเอ็มอีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและประหยัดพลังงาน 3.โครงการสินเชื่อเอสเอ็มอีเพื่อธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ 4.โครงการสินเชื่อเอสเอ็มอีเพื่อผู้รับเหมางานภาครัฐ และ 5.โครงการสินเชื่อเอสเอ็มอีเพื่อเสริมสภาพคล่อง
ทั้งนี้ รัฐบาลจะชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยให้กับธนาคารออมสิน โดยต้นทุนทางการเงิน บวกค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรวมแล้ว 2.86% คิดเป็นเงินชดเชยปีละ 2,860 ล้านบาท รวม 7 ปี เป็นเงิน 20,020 ล้านบาท
นอกจากนี้ รัฐบาลยังปรับปรุงเงื่อนไขการค้ำประกันสินเชื่อโครงการ PGS-5 ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. โดยปรับการจ่ายค่าประกันชดเชยกรณีที่เป็นหนี้เสียทั้งโครงการรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 30% ของภาระค้ำประกัน และยังมีโชคชั้นที่ 2 ของเอสเอ็มอี
นอกเหนือจากดอกเบี้ย 4% นาน 7 ปีแล้ว ผู้ประกอบการยังได้ลดค่าธรรมเนียม บสย.ช่วง 4 ปีแรก โดยปีที่ 1 ฟรีค่าธรรมเนียม เพราะรัฐบาลจ่ายให้ทั้งหมด ปีที่ 2 รัฐจ่ายให้ 1.25% ผู้ประกอบการจ่าย 0.50% ปีที่ 3 รัฐจ่ายให้ 0.75% ผู้ประกอบการจ่าย 1% และปีที่ 4 รัฐจ่าย 0.25% ผู้ประกอบการจ่าย 1.50%
รวมแล้วรัฐต้องใช้เงิน 4,000 ล้านบาท ในการจ่ายค่าธรรมเนียมแทนผู้ประกอบการ 4 ปี
อย่างไรก็ตาม แวดวงการเงินการธนาคารได้ตั้งข้อสังเกตว่า โครงการนี้มีแนวโน้มจะปล่อยกู้ได้ไม่ถึง 1 แสนล้านบาท เนื่องจากแต่ละธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ประสบปัญหาสภาพคล่องล้น เงินที่ระดมมา 100% ปล่อยกู้ได้เพียง 80-90% ที่เหลืออีก 10-20% ยังเป็นสภาพคล่องส่วนเกินที่ล้นระบบอยู่ รวมแล้วหลายแสนล้านบาท
ประกอบกับเงื่อนไขซอฟต์โลนที่ให้ธนาคารออมสินคิดดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินที่ 0.1% และให้สถาบันการเงินไปปล่อยกู้ต่อไม่เกิน 4% เท่ากับสถาบันการเงินจะได้ส่วนดอกเบี้ย 3.9% เมื่อนำมาหักลบกับค่าดำเนินการอีกกว่า 2% ส่งผลให้สถาบันการเงินมีกำไรราว 1.5% เท่านั้น
แต่หากแบงก์ใช้สภาพคล่องของธนาคารปล่อยกู้ ซึ่งคิดดอกเบี้ยได้ตั้งแต่ 7-10% หักลบต้นทุนการดำเนินงานแล้ว มีกำไร 4-7%
นั่นหมายถึงแบงก์จะไม่สนใจใช้ซอฟต์โลนปล่อยกู้ แต่จะบีบให้ลูกค้ามาใช้สินเชื่อปกติของธนาคารมากกว่า
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2558 สมาคมธนาคารไทยกับ บสย.ได้ชิงเปิดตัวความร่วมมือการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี เพื่อประชาสัมพันธ์ว่า ลูกค้าเอสเอ็มอีมาขอสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ในโครงการปกติ ก็สามารถใช้บริการค้ำประกันจาก บสย. ภายใต้สิทธิพิเศษเดียวกับโครงการซอฟต์โลน และรัฐรับชดเชยค่าธรรมเนียม 4 ปีให้เหมือนกัน วงเงิน 1 แสนล้านบาทเท่ากัน
โดยสถาบันการเงินตั้งเป้าหมายส่งลูกค้าให้ บสย. ในโครงการนี้ถึง 1 หมื่นล้านบาท/เดือน จากเดิมที่เคยส่งลูกค้าให้เพียงเดือนละ 6,000 ล้านบาท และสามารถใช้บริการได้เรื่อยๆ ต่างกับเงินซอฟต์โลนที่ต้องเร่งยื่นคำขอภายในสิ้นปีนี้
ยิ่งทำให้เห็นว่า เป้าปล่อยกู้ในโครงการซอฟต์โลนอาจถูกกระทบ ไม่สามารถปล่อยกู้ได้ถึง 1 แสนล้านบาทภายในสิ้นปีนี้แน่นอน
แต่ข้อดีของซอฟต์โลนที่ออกมาครั้งนี้ คือทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีทางเลือก สามารถต่อรองกับธนาคารพาณิชย์ได้มากขึ้น และธนาคารพาณิชย์ต้องยอมลดดอกเบี้ยหรือมีดอกเบี้ยอัตราพิเศษให้ลูกค้ามากขึ้น
และหากแบงก์ไหนปฏิเสธการให้สินเชื่อซอฟต์โลน ก็ขอแนะนำผู้ประกอบการให้ไปขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินของรัฐ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีแบงก์และธนาคารออมสินที่น่าจะเต็มที่กับโครงการนี้มากกว่า
ด้าน พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมปล่อยกู้เอสเอ็มอีในช่วง 3 เดือนสุดท้ายไว้ 6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินจากโครงการซอฟต์โลนที่มีแผนขอกู้ธนาคารออมสิน 3 หมื่นล้านบาท และวงเงินของธนาคารอีก 3 หมื่นล้านบาท ที่จะปล่อยกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง โดยมี บสย.ค้ำประกัน ซึ่งจะทำให้สิ้นปีนี้สินเชื่อเอสเอ็มอีเติบโตตามเป้า 6% หรือมียอดคงค้าง 5.8 แสนล้านบาท หลังจาก 7 เดือนแรก มียอดคงค้าง 5.61% เติบโต 4% เป็นสินเชื่อปล่อยใหม่ 1.38 แสนล้านบาท ลดลง 7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากความต้องการสินเชื่อที่ลดลง
สำหรับวงเงินกู้ในส่วนของธนาคารนั้น ได้กันวงเงินพิเศษก้อนแรก 2,000 ล้านบาท สำหรับลูกค้าที่ต้องการเงินทุนเพิ่มและเสริมสภาพคล่อง ทั้งในรูปเงินกู้ หรือวงเงินเบิกเกินบัญชี (โอดี) ให้กู้สูงสุด 30 ล้านบาท/ราย ดอกเบี้ยคงที่ต่ำสุด 4% นาน 6 เดือน เปิดให้ลูกค้าเข้าร่วมได้ภายใน 31 ธ.ค. 2558
สำหรับสินเชื่อซอฟต์โลนของภาครัฐนั้น พัชร ระบุว่า ยังไม่เห็นเงื่อนไข แต่เบื้องต้นทราบว่าผู้ขอกู้ต้องนำไปใช้เพื่อลงทุนใหม่ ซึ่งต้องตีความอีกว่า การลงทุนใหม่คืออะไร จะนำไปซื้อของจะถือว่าเป็นการลงทุนใหม่หรือไม่ และรายที่ขาดสภาพคล่องจนต้องกู้เงินนอกระบบ จะใช้สินเชื่อโครงการซอฟต์โลนไปชำระหนี้ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ต้องหารือกันอีกครั้ง
ส่วนลูกค้าเดิมที่มีประวัติดีและถูกคิดดอกเบี้ยในอัตราปกติ ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยโครงการรัฐ อาจจะเกิดความรู้สึกไม่ยุติธรรม ทำให้ธนาคารอื่นพยายามยื่นข้อเสนอมาให้ลูกค้าของธนาคาร ธนาคารจึงพร้อมให้ดอกเบี้ยพิเศษลูกค้ากลุ่มนี้ เพื่อรักษาลูกค้าที่ดีไว้
พัชร ยอมรับว่า แม้ภาครัฐจะเปิดให้ลูกค้าสีเทาหรือมีประวัติไม่ดีเข้าร่วมโครงการสินเชื่อซอฟต์โลนได้ แต่ก็เป็นกลุ่มเสี่ยง หากปล่อยกู้ ธนาคารจะต้องตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มเติม ดังนั้น คุณสมบัติของผู้กู้โครงการของรัฐ จึงยังคงใช้หลักเกณฑ์ปกติของธนาคาร ที่สำคัญ คือ ผู้กู้จะต้องมีความสามารถในการชำระหนี้ และธุรกิจมีแนวโน้มที่ดี







