
"เฟซบุ๊ก"ปักฐานในไทย เพิ่มลูกค้าองค์กร-เอสเอ็มอี
จากการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กยอดนิยมอย่างเฟซบุ๊กของคนไทยที่มีมากถึง 34 ล้านคน
จากการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กยอดนิยมอย่างเฟซบุ๊กของคนไทยที่มีมากถึง 34 ล้านคน และยังใช้งานเฉลี่ยวันละ 2.35 ชั่วโมง อีกทั้งภาคธุรกิจเอสเอ็มอีก็ใช้งานมากถึง 2.76 ล้านราย และการเติบโตที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เฟซบุ๊กตัดสินใจแตกสาขาออกมาจากสิงคโปร์ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ
แดน เนียรี่ รองประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เฟซบุ๊ก กล่าวว่า คนไทยกว่า 78% ใช้งานเฟซบุ๊กเพื่อติดต่อสื่อสารกับคนรู้จัก ในขณะที่อีก 65% ใช้ในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ต่างๆ ส่งผลให้เฟซบุ๊ก
กลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีการนำไปใช้ ในเชิงการตลาดสำหรับภาคธุรกิจ
“มีธุรกิจประเภทเอสเอ็มอีในประเทศไทยกว่า 2.76 ล้านราย หรือคิดเป็น 97.2% ของธุรกิจทั้งหมด ที่ใช้เฟซบุ๊กเป็นหนึ่งในสื่อโฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์แบรนด์ และมีกว่า 1.16 ล้านราย ที่เข้าถึงลูกค้ารายใหม่ผ่านเฟซบุ๊ก โดยใช้งบประมาณไม่สูงมากนัก” แดน กล่าว
การตั้งเป้าหมายในการเข้ามาทำธุรกิจในไทยนั้น เพราะการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยเพิ่มขึ้นและเป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพในการใช้งานออนไลน์ โดยเฟซบุ๊กจะพยายามโปรโมทกิจกรรมเพื่อสังคมผ่านช่องทางออนไลน์ให้มากขึ้น
“ก่อนที่เฟซบุ๊กจะเปิดสาขาในไทย เฟซบุ๊กมีสาขาอยู่ที่สิงคโปร์ที่ดูแลธุรกิจของคนไทย ส่วนการเปิดสาขาในไทย เพื่อต่อยอดการขยายธุรกิจเพราะยังมีเครื่องมืออีกมากในเฟซบุ๊กที่ช่วยในสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งขึ้น” แดน กล่าว
ส่วนเหตุผลที่เฟซบุ๊กมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเข้ามาทำตลาดนั้น เป็นเพราะลูกค้าชาวไทยใช้เฟซบุ๊กทุกวัน และเป็นผู้ใช้งานแบบแอ็กทีฟ คือเข้าใช้งานสม่ำเสมอกว่าการเข้าใช้แอพพลิเคชั่นอื่นๆ ทั้งยังใช้งานเฟซบุ๊กมากกว่าสื่อหลักอย่างทีวี และมีค่าเฉลี่ยการเติบโตในประเทศมากกว่าทั่วโลกถึง 3 เท่า
“การที่เฟซบุ๊กได้รับความนิยมมากกว่าสื่ออื่นๆ นั้น เพราะสามารถบริหารจัดการสื่อประชาสัมพันธ์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลาย เข้าใช้งานได้กับทุกแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง ความผูกพันของแบรนด์กับลูกค้ามีความเหนียวแน่น การสร้างสรรค์สิ่งที่น่าสนใจและวิเคราะห์ผลการใช้งานกับลูกค้าได้” แดน กล่าว
นอกจากนี้ องค์กรอีกมากก็เลือกใช้งานอินสตาแกรม เป็นหน้าร้านในการทำธุรกิจ และเป็นหนึ่งในช่องทางโฆษณาอย่างเต็มตัว เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างความผูกพันกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
“อินสตาแกรมซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจภายใต้เฟซบุ๊ก สามารถตอบโจทย์ธุรกิจได้อย่างกว้างขวางและแบรนด์ชั้นนำอย่างดีแทคและซาโลร่า ใช้เป็นแพลตฟอร์มในการโฆษณา เพราะมีคอนเทนต์ภาพที่สวยงาม เป็นเครื่องมือในการดึงดูดในการเข้าถึงผู้ติดตาม” แดน กล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทวิจัยทีเอ็นเอสได้เปิดเผยถึงยอดการลงทุนในสื่อดิจิทัลของประเทศไทยที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 62% และในปี 2558 นี้ คาดว่าจะมียอดการใช้จ่ายด้านโฆษณาเพียงอย่างเดียวเพิ่มขึ้นด้วยอัตราเดียวกัน จนมีมูลค่ารวมสูงเกือบ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งโตกว่าที่คาดการณ์ถึง 33% ถึงเกือบเท่าตัว ส่วนการลงทุนด้านโฆษณาผ่านทางเฟซบุ๊ก นั้นได้มีการปรับการคาดการณ์อัตราส่วนจาก 16.5% มาเป็น 21.4%
แดน ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เฟซบุ๊กยังคงสนับสนุนให้ผู้ใช้งานเชื่อมโยงและมีปฏิสัมพันธ์กับภาคธุรกิจและสิ่งอื่นๆ ที่ตรงกับความสนใจ โดยจะทำงานร่วมกับแบรนด์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาโซลูชั่นการโฆษณาที่ปรับแต่งมาให้เหมาะสมกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชาวไทยเข้าใช้ผ่านมือถือมากกว่าอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งคนไทยใช้มากถึง 94% ในขณะที่ทั่วโลกใช้งานเพียง 87% นั่นแสดงว่าการเข้าถึงของคนไทยจำนวนมากนี้เป็นโอกาสของแบรนด์ที่จะเข้าไปทำความรู้จักหรือสร้างปฏิสัมพันธ์ให้เกิดความคุ้นเคยและตัดสินใจที่จะใช้งานสินค้าได้ง่ายขึ้น
ทางด้านของ บุรินทร์ เกล็ดมณี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต บริษัทการตลาดเว็บไซต์และถือว่าเป็นพาร์ตเนอร์ในการทำตลาดรายเดียวในไทยของเฟซบุ๊ก กล่าวว่า การมาเปิดสาขาที่ไทยเพื่อเป็นการดูแลลูกค้ากลุ่ม Large Enterprise เพื่อสอน Product Adoption อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับธุรกิจนั้นๆ
“การดูแลลูกค้ารายย่อยยังเป็นหน้าที่ของเรดดี้แพลนเน็ต ส่วนเฟซบุ๊กจะดูแลกลุ่มฐานลูกค้ารายใหญ่ที่เป็นฐานของตนเอง ส่วนฟีเจอร์ต่างๆ ก็จะจัดให้เหมาะสมกับแต่ละธุรกิจ เช่น การใช้งานวิดีโอแอดแบบม้าหมุน การทำลุคอะไลค์ เป็นต้น” บุรินทร์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการเสิร์ชเอนจิ้นรายใหญ่ที่เปิดสำนักงานในไทยล่วงหน้ามาก่อนนั้น มองว่าการที่เฟซบุ๊กเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะช่วยสร้างโอกาสในการหารายได้ของภาคธุรกิจรายย่อยในประเทศ อีกทั้งยังสร้างความเข้าใจในการใช้งานไอทีของคนไทยแข็งแกร่งขึ้น เพราะโลกออนไลน์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ด้านเดียว
“การที่ต่างชาติเข้ามาทำตลาดในไทยนั้น แสดงว่าตลาดไทยมีศักยภาพ ดังนั้นไม่อยากให้มองว่าเป็นแค่เรื่องของการแข่งขัน แต่เป็นการเข้ามาช่วยเพิ่มทักษะและความสามารถในการทำงานด้านไอที สร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเข้าถึงลูกค้าและหารายได้เข้าประเทศ ซึ่งไทยถือว่าเป็นตลาดที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างมาก” แหล่งข่าวเสิร์ชเอนจิ้นให้ความเห็น







