
ทิศค้าออนไลน์อีก10ปี อุปโภค-บริโภคโตยาว
นับวันออนไลน์จะเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าที่มาแรง แม้กระทั่งตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2568 การซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ยอดขายจะทะลุ 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้แบรนด์สินค้าและผู้ประกอบการต้องหันมามองตลาดและสร้างช่องทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น
นับวันออนไลน์จะเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าที่มาแรง แม้กระทั่งตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2568 การซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ยอดขายจะทะลุ 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้แบรนด์สินค้าและผู้ประกอบการต้องหันมามองตลาดและสร้างช่องทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น
ฮาร์เวิร์ด ชาง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ประเทศไทย) ผู้ดำเนินธุรกิจการวิจัยพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภค เปิดเผยว่า พฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคช่องทางออนไลน์ของไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือในปี 2568 จะมีอัตราเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทางออนไลน์มีสัดส่วนเพียง 0.2% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียง 0.02% และคาดว่าอีก 3-4 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 1% จากมูลค่าตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคปีที่ผ่านมา 4.5 แสนล้านบาท
ขณะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านออนไลน์ทั่วโลก ก็เป็นในทิศทางเดียวกัน โดยคาดว่าเกาหลีจะเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุด มีสัดส่วนการซื้อสินค้าทางออนไลน์จากปีที่ผ่านมา 13.2% เพิ่มเป็น 30% ในปี 2568 ส่วนจีน 2.6% คาดว่าจะเพิ่มเป็น 15% อังกฤษเพิ่มจาก 6% เป็น 10% ซึ่งสินค้าที่นิยมซื้อกัน ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกี่ยวกับเด็ก อาทิ ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเด็ก ทิชชู่เปียก อาหารสำหรับเด็ก นมผงเด็ก เป็นต้น
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2555-2557 การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านทางออนไลน์ทั่วโลกเติบโต 100% หรือเป็นเท่าตัว อัตราการใช้จ่ายในครัวเรือน ซื้อสินค้าดังกล่าวเป็นสัดส่วน 10% ปัจจัยที่ผลักดันให้ช่องทางออนไลน์ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคเติบโตมาจากการใช้สมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วสูง นอกจากนี้ยังตอบโจทย์ความสะดวกสบาย การทำโปรโมชั่นหลากหลาย
สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ซื้อสินค้าทางออนไลน์ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวที่มีลูกเล็ก เป็นชนชั้นกลาง-บน ที่อยู่ในเมืองและนอกเมือง ความถี่การซื้อสินค้า 2-3 เท่าตัวในการจับจ่ายซื้อสินค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งพบว่าผู้ที่เคยสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์จะใช้เงินเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น พฤติกรรมของคนในอังกฤษใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นถึง 3.7% อีกทั้งยังมีความจงรักภักดีต่อแบรนด์สูง คือ ซื้อสินค้าทั้งออนไลน์และในร้านค้าปลีก ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อช่องทางออฟไลน์หรือร้านค้าปลีกแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ยังพบว่า 1 ใน 3 ของนักช็อปปิ้งจะเลือกซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ โดยเกาหลีถือว่าเป็นประเทศต้นแบบ มีการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ในสัดส่วนถึง 60% หรือกลายเป็นช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าที่ใหญ่มากกว่าช่องทางออฟไลน์ หรือร้านค้าปลีกสมัยใหม่ด้วยซ้ำ จึงยิ่งเป็นช่องทางที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งในขณะนี้
แม้ว่าทิศทางสินค้าอุปโภคบริโภคในไทยมูลค่า 4.5 แสนล้านบาท ปีนี้เติบโตเพียงแค่ 2% โดยช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาโตเพียง 1.5% เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ กำลังการซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง แต่เป็นช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการต้องหันมาลงทุนสร้างช่องทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ซึ่งปัจจุบันคนไทยใช้สมาร์ทโฟนจำนวนมาก แต่การซื้อสินค้ายังสั่งจากคอมพิวเตอร์ เพราะสามารถดูสินค้าได้ดีมากกว่า
"ที่ผ่านมาตลาดออนไลน์ในไทย สินค้าที่ขายได้ดีส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่น ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคยังเป็นตลาดที่เล็ก สิ่งสำคัญในเวลานี้ เจ้าของสินค้าไทยในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ต้องเดินหน้าสร้างระบบ เตรียมความพร้อมบริการ ในช่วงแรกอาจไม่ต้องลงทุนเป็นจำนวนมาก เพียงแต่ทดลองขายง่ายๆ ผ่านการสร้างเพจในเฟซบุ๊ก ซึ่งหากใครลงทุนในช่องทางออนไลน์ก่อน เป็นความได้เปรียบในเชิงตลาด" ชาง กล่าว
ในส่วนของการใช้สื่อในยุคดิจิทัล การเข้าถึงผู้บริโภคคนกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดแตกต่างกัน พบว่าการใช้โซเชียลมีเดียสามารถเข้าถึงผู้บริโภคกรุงเทพฯ 60-70% โดยเฉพาะการดูผ่านทางสมาร์ทโฟนมากกว่าคอมพิวเตอร์ถึง 70% ส่วนต่างจังหวัด 25% ขณะที่การใช้อินเทอร์เน็ตผ่านทางคอมพิวเตอร์เข้าถึงคนกรุงเทพฯ 20% ต่างจังหวัด 7% และทางสมาร์ทโฟนเข้าถึงคนกรุงเทพฯ 50% ต่างจังหวัด 19%
ชาง กล่าวว่า การใช้สื่อโฆษณาผ่านหนังสือพิมพ์ยังสามารถเข้าถึงคนกรุงเทพฯ 70% และต่างจังหวัด 40-50% ส่วนวิทยุเข้าถึงคนกรุงเทพฯ เพียง 20% เท่านั้น แต่กลับเข้าถึงคนต่างจังหวัด 40-50% ขณะที่การเข้าไปใช้เฟซบุ๊กและยูทูบของคนไทยมีอัตราการใช้ใกล้เคียงกันมาก ซึ่งสินค้าต่างๆ ต้องปรับใช้ให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทุกบริษัทยังคงใช้งบผ่านทางสื่อโฆษณาทางทีวีโดยเฉลี่ยราว 1,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 60% ของงบที่ใช้ผ่านสื่อ สำหรับในปี 2559 คาดว่าการใช้สื่อโฆษณาทางทีวียังมีสัดส่วนสูงถึง 60% เพราะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุด ตามด้วยหนังสือพิมพ์ 13% อินเทอร์เน็ต 9% และวิทยุ 4% ซึ่งมีแนวโน้มผู้ประกอบการจะหันมาใช้สื่อผ่านอินเทอร์เน็ตมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกับช่องทางจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์
ปัจจุบันช่องทางสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ทั่วโลกยังมีขนาดเล็ก มียอดการซื้อขายเพียง 13.9% ของตลาดโลกโดยรวม แต่ในปีที่ผ่านมามีอัตราเติบโตสูงถึง 28% และในจำนวนนั้นมีลูกค้า 1 ใน 4 ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นตัวบ่งชี้ว่าตลาดออนไลน์จะมาแรงอีกนาน
สำหรับประเทศไทยหากมีระบบการซื้อการขายผ่านทางออนไลน์ให้มีความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค รวมทั้งมีเทคโนโลยีเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ต ระบบการจัดจำหน่ายสินค้าส่งถึงมือลูกค้าไว ออนไลน์จะกลายเป็นช่องทางที่เป็นขุมทองในอนาคต โดยเฉพาะตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคมีมูลค่าสูงถึง 4.5 แสนล้านบาท







