
ถึงเวลาเฟดต้องลุย ขึ้นดอกเบี้ยเร็ว ทิศทางยิ่งชัด!
ปริมาณนักลงทุน ตลอดจนนักวิเคราะห์ในสหรัฐที่เชื่อว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.นี้ เริ่มมีจำนวนลดลง โดยจากการสำรวจในสหรัฐนั้นพบว่ามีผู้ที่เชื่อว่าเฟดจะประกาศขึ้นดอกเบี้ยหลังการประชุมคณะกรรมการผู้กำหนดนโยบายในระหว่างวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ เหลืออยู่ที่ 28% เท่านั้น จากเดิมที่ 38%
ปริมาณนักลงทุน ตลอดจนนักวิเคราะห์ในสหรัฐที่เชื่อว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.นี้ เริ่มมีจำนวนลดลง โดยจากการสำรวจในสหรัฐนั้นพบว่ามีผู้ที่เชื่อว่าเฟดจะประกาศขึ้นดอกเบี้ยหลังการประชุมคณะกรรมการผู้กำหนดนโยบายในระหว่างวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ เหลืออยู่ที่ 28% เท่านั้น จากเดิมที่ 38%
ขณะที่บรรดาองค์กรและสถาบันการเงินระหว่างประเทศก็เริ่มทยอยส่งเสียงมากขึ้นให้ธนาคารกลางสหรัฐชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป ไม่ว่าจะเป็นกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ตลอดไปจนถึงธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส)
แน่นอนว่าเสียงเตือนเหล่านี้ถือว่ามีน้ำหนักไม่น้อย ถ้าหากพิจารณาถึงสภาพทางเศรษฐกิจของทั้งโลก ที่เริ่มเกิดปัจจัยความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะความเชื่องช้าของเศรษฐกิจจีน ตลอดไปจนถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั่วโลก ที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ถ้าหากเฟดประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริง
ยิ่งไปกว่านั้น ยังเกิดข้อโต้แย้งขึ้นว่า แม้กระทั่งสหรัฐเองก็จะเจอกับความเสี่ยงที่รุนแรงจากภาวะเงินเหรียญสหรัฐที่จะปรับขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว และนั่นอาจจะกลายเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจของลุงแซมเอง
แต่กระนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจไม่น้อย ที่ปรากฏว่ามีหลายเสียงเช่นกันที่เห็นว่าธนาคารกลางสหรัฐควรจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้แล้ว หลังจากที่ได้ประกาศใช้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ 0-0.25% มานานตั้งแต่ปลายปี 2008
แน่นอนว่า ถ้าหากพิจารณาถึงพัฒนาการของเศรษฐกิจสหรัฐตั้งแต่ช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เป็นต้นมานั้น ก็อาจจะกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีทั้งสัญญาณบวกและสัญญาณ “ไม่บวก” ควบคู่กันไป
ในขณะที่ตลาดแรงงานกลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ดัชนีการว่างงานของสหรัฐลดลงต่ำจากที่เกือบ 10% เมื่อปี 2009 กลับลดลงมาอยู่ที่ราว 5.1% ในเดือน ส.ค. แต่กระนั้นสหรัฐก็ยังมีความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อที่ตกต่ำเช่นกัน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยที่สร้างความลังเลให้กับธนาคารกลางสหรัฐต่อการตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะที่ผ่านมา
นอกเหนือจากท่ามกลางสถานการณ์การเงินที่ทั้งยุโรป จีน และญี่ปุ่น ได้เข้าแทรกแซงค่าเงินจนทำให้ค่าเงินอ่อนตัวลงทั้งหมดนั้น เช่น การใช้มาตรการคิวอีของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) นั้น ก็ทำให้ค่าเงินยูโรและเยนอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องด้วย ขณะที่จีนก็เพิ่งจะทำการปรับลดอัตราอ้างอิงเงินหยวนให้อ่อนตัวลงหลายครั้งติดต่อกันเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น
สถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างแรงกดดันให้กับค่าเงินเหรียญสหรัฐที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เฟดตกอยู่ในภาวะลังเลต่อการดำเนินนโยบายดอกเบี้ย
ทว่า มีหลายฝ่ายที่มองเห็นว่าการประกาศใช้นโยบายดอกเบี้ยที่ผิดปกติของสหรัฐนั้นทำให้เกิดภาวะที่ “ไม่แน่นอนขึ้น” ในตลาดทุนทั่วโลก ดังที่จะเห็นได้ชัดว่านับตั้งแต่ปีที่แล้ว ได้เกิดกระแสการคาดเดาต่างๆ นานาต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และการคาดเดาในแต่ละครั้งนั้นก็กระทุ้งให้เกิดการไหลออกของทุนจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ระลอกใหญ่ๆ หลายครั้ง
การดำเนินนโยบายที่ก่อให้เกิดความไม่แน่นอน และความอึมครึมของเฟดนั้น นับว่ามีความ “เลวร้าย” และส่งผลกระทบต่อตลาดทุนมากกว่าที่เฟดจะตัดสินใจ หรือไม่ตัดสินใจชัดเจนที่จะขึ้นดอกเบี้ยเสียอีก
จากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นนั้น ได้ทำให้มีกระแสทุนไหลออกจาก 19 ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลักๆ ของโลกไปแล้วมากถึง 9.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 13 เดือนที่ผ่านมา จนถึงเดือน ก.ค.ทีเดียว
เป็นการไหลออกที่มากกว่าถึง 2 เท่า จากในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2009 ทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ธนาคารกลางสหรัฐใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย และสภาพคล่องในระบบมากขึ้้นนั้น ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่ได้ผลเสมอไป เมื่ออัตราเงินเฟ้อในสหรัฐยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2.0% และน่าจะเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ถึงเป้าหมายดังกล่าวได้ ในเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกนั้นยังคงอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนั้นจากความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายของผู้บริโภคทั่วโลกนั้น ยังไม่สามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้นัก โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจหลักๆ ของโลก ทั้งจีน ยุโรป และญี่ปุ่น
ในรายงานของทีมนักวิจัยของธนาคารดอยช์แบงก์ ได้ลงความเห็นว่า ธนาคารกลางสหรัฐควรจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้ได้แล้ว โดยเห็นว่าแม้ว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจจะสร้างอันตรายให้กับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่กระนั้นก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจแต่อย่างใด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อต่ำอันเกิดจากการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ และความตกต่ำของราคาสินค้าโภคภัณฑ์นั้น ก็น่าจะเกิดขึ้นชั่วคราว ขณะที่ดัชนีเงินเฟ้อของค่าแรงในสหรัฐก็เริ่มที่จะปรับตัวคงที่แล้ว
“เป็นภาพรวมเศรษฐกิจที่กล่าวได้ว่าเฟดไม่สมควรที่จะใช้นโยบายที่ห่างไกลจากนโยบายที่เป็นกลาง ทั้งในนโยบายดอกเบี้ย และนโยบายบัญชีงบดุล” ทีมนักวิจัยของธนาคารดอยช์แบงก์ ระบุ
ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่ทั่วโลกกำลังแสดงความเป็นห่วงกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่มากที่สุดว่าจะได้รับผลกระทบรุนแรงจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้่งนี้ แต่กระนั้น บรรดาผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่มประเทศเหล่านี้ กลับเล็งเห็นว่าเฟดควรจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วเช่นกัน
อย่างเช่น เมียร์ซา อาทิตยาสวรา รองผู้ว่าการอาวุโสของธนาคารกลางอินโดนีเซียที่มองว่า ขณะนี้การที่เฟดไม่ตัดสินใจให้แน่ชัดนั้น ยิ่งทำให้เกิดความโกลาหลจากความ“ไม่แน่นอน” ของการขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้นเรื่อยๆ
“สถานการณ์น่าจะฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น ถ้าหากเฟดจะตัดสินใจในทันที และให้ภาพกับนักลงทุนได้ถึงกำหนดที่ชัดเจนมากขึ้นว่าจะขึ้นดอกเบี้ยหนึ่งถึงสองครั้ง และหยุด” เมียร์ซากล่าว
ดังนั้น ภาพที่ชัดเจนเป็นสิ่งที่นักลงทุนและทั่วโลกต้องการเห็นจากเฟดมากที่สุด และช่วยให้การกำหนดนโยบายและกำหนดทิศทางการลงทุนที่ชัดเจนมากขึ้น
เพราะต้องไม่ลืมว่า เฟดได้ย้ำมาแล้วว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะมีขึ้นในปีนี้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ตามที ดังนั้นการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. หรือหลังจากนั้นก็แทบจะไม่มีผลต่างกัน ในเมื่ออย่างไรเสียเฟดก็จะเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างแน่นอนในปี 2015 นี้
และถ้ายิ่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วเมื่อไหร่ โลกก็จะได้ภาพที่ชัดขึ้น และกำหนดเส้นทางเดินได้ง่ายขึ้นอีกด้วย...







