
แห่เชียร์ซื้อ‘TASCO’
โดย...บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส/บล.เคจีไอ
โดย...บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส/บล.เคจีไอ
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ยังคงแนะนำให้ “ซื้อ” หุ้นบริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ให้ราคาเป้าหมาย 30 บาท ปรับขึ้น 15% จากเดิมให้เพียง 27 บาท หลังปรับประมาณการกำไรของปี 2559 เพิ่มขึ้นอีก 29% หลังจากปรับสมมติฐานด้านอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มเป็น 11% จากเดิม 8.6% เพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบที่ลดต่ำลง ราคาพื้นฐานประเมินด้วยสัดส่วนราคาต่อกำไร หรือพี/อี ปี 2559 ที่ 10.6 เท่า ราคาปิดมีส่วนเพิ่มได้อีก 15%
แนวโน้มระยะยาวยังเป็นบวกแม้ว่าอุปสงค์ยางมะตอยในประเทศจะอ่อนลง เพราะมีการเลื่อนประมูลงานก่อสร้างถนนส่วนเพิ่มอีก 4 หมื่นล้านบาท ออกไปจากไตรมาส 3 เป็นไตรมาส 4 แต่ยังคาดว่ากำไรในไตรมาส 3 ยังเติบโตได้ เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำได้สูงขึ้น ซึ่งมีผลจากราคาน้ำมันที่อ่อนค่าลง และอุปสงค์ยางมะตอยที่ต่างประเทศแข็งแกร่งที่จีน เวียดนาม และอินโดนีเซียเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุด
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4 ก็คาดว่ากำไรจะยังคงแข็งแกร่งได้อีก เพราะโครงการถนนเลื่อนมาไตรมาสนี้ ซึ่งจะทำให้ความต้องการในเกรดพรีเมียมเพิ่มขึ้น (อัตรากำไรขั้นต้น 30%) คาดว่าการใช้งบ 2-2.5 หมื่นล้านบาท สำหรับการทำ Highways จะเกิดขึ้นในปีนี้ ส่วนอีก 1.5 หมื่นล้านบาท ในการทำถนนที่ต่างจังหวัดจะเกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2559 ส่วนราคาขายยางมะตอยล่าสุดในประเทศเป็น 342 เหรียญสหรัฐ/ตัน (เดือนที่แล้ว 400) และต่างประเทศเป็น 320 เหรียญสหรัฐ/ตัน (เดือนที่แล้ว 370)
ปัจจัยบวกท่วมท้น คือ อุปสงค์ในยางมะตอยแข็งแกร่งในภูมิภาค ต้นทุนต่ำลงตามราคาน้ำมันโลกที่ปรับลง คาดว่าจะดีไปเป็นเวลาอย่างน้อยอีก 2 ปี ความคาดหวังนี้เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลในภูมิภาคแถบนี้ ได้แก่ อินโดนีเซียและประเทศต่างๆ มีนโยบายการใช้จ่ายจากภาครัฐเพิ่มขึ้น ส่วนราคาน้ำมันที่ตกลงก็ทำให้ TASCO ได้รับประโยชน์เต็มที่ เพราะเป็นต้นทุนหลัก ปัจจุบันได้รับส่วนลดเป็นจำนวนมากจากปริมาณผลิตที่เวเนซุเอลา ซึ่งปัจจุบันจำหน่ายวัตถุดิบให้ TASCO เป็นสัดส่วนประมาณ 80% นอกจากนี้บริษัทได้มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตการกลั่นเป็น 5 หมื่นบาร์เรล/วัน จากเดิม 3 หมื่นบาร์เรล/วัน คาดว่ากำลังการผลิตใหม่จะเริ่มได้ปี 2563
นักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ยังคงแนะนำ “ซื้อ” และคงราคาเป้าหมายเอาไว้ที่ 36.30 บาท จากแนวโน้มที่แข็งแกร่งในระยะต่อไป คาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 300% จากคำสั่งซื้อซ้ำทั้งในประเทศและต่างประเทศ คาดว่าปริมาณยอดขายของ TASCO น่าจะเพิ่มขึ้นตามเป้า 15.3% เป็น 2.3 ล้านตัน จาก 2 ล้านตันในปี 2557 ในขณะเดียวกันราคาขายที่ลดลง 10% เป็น 320 เหรียญสหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าราคาน้ำมันที่ลดลง 25% ยังทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทยังยืนได้ดีในช่วงที่เหลือของปีนี้ ดังนั้นเราจึงคาดว่า GPM ปี 2557 จะแข็งแกร่งอยู่ที่ 15.1% จากต้นทุนน้ำมันดิบที่ต่ำซึ่งจะหนุนให้กำไรสุทธิปีนี้ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 4,800 ล้านบาท
คาดว่าน่าจะมีการขยายกำลังการผลิตโรงงานที่มาเลเซียอีก 66% เนื่องจากอัตราการใช้กำลังการผลิตปัจจุบันของโรงกลั่นยางมะตอยในมาเลเซียอยู่สูงเกือบ 100% ทำให้บริษัทมีแผนใช้งบเงินลงทุน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 66% เป็น 5 หมื่นบาร์เรล ซึ่งอุปทานในมือที่มีเพียงพอจะทำให้ TASCO สามารถปรับตัวตามการเติบโตอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของ bitumen ได้ทันและส่งผลให้บริษัทกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแอสฟัลท์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียมครบวงจรที่เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในตลาดโลก
TASCO มีลูกค้าหลักกระจายอยู่ใน 5 ประเทศ ได้แก่ จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และออสเตรเลีย ประเมินอุปสงค์การใช้ยางมะตอยในเอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้นตามตลาดโลก ซึ่งคาดจะเพิ่มขึ้นปีละ 3.6% ไปจนถึงปี 2560 และอยู่ที่ระดับเป็น 121 ล้านตัน จากปัจจุบันที่ 105.5 ล้านตัน โดยเฉพาะอุปสงค์จากจีนและอินโดนีเซีย ซึ่งมีแนวโน้มจะนำเข้ายางมะตอยมากถึง 4 ล้านตัน และ 1.5 ล้านตัน ในปี 2559 นอกจากนี้การที่บริษัทมีเรือขนส่งสินค้าถึง 12 ลำ และมีอีก 3 ลำ ที่กำลังต่ออยู่ จะช่วยให้ TASCO สามารถตอบสนองต่ออุปสงค์ bitumen ในภูมิภาคที่กำลังเติบโตขึ้น
แนวโน้มความต้องการในประเทศในปีนี้ถึงปีหน้า งบประมาณการก่อสร้างและซ่อมแซมถนนในปี 2559 เพิ่มขึ้น 24% เป็น 1.262 แสนล้านบาท จาก 1.019 แสนล้านบาท ในปี 2558 ซึ่ง 63% หรือ 7.94 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 29%) เป็นงบของกรมทางหลวง และที่เหลือ 27% หรือ 4.68 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 15.4%) เป็นงบของกรมทางหลวงชนบท ขณะเดียวกันการเลื่อนงบเพิ่มเติม 4 หมื่นล้านบาท จากที่จะเข้ามาช่วงไตรมาส 3 (2.5 หมื่นล้านบาทของกรมทางหลวงจะเริ่มใช้ต้นเดือน ส.ค.และอีก 1.5 หมื่นล้านบาท ของกรมการพัฒนาชุมชนจะเริ่มใช้ต้นเดือน ก.ย.เป็นต้นไป) แต่ธุรกิจมีความเสี่ยงหลัก ได้แก่ การที่เศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด และราคาน้ำมันผันผวน







