posttoday
ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นจริงได้ต้องลงให้ถึงรากหญ้า

ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นจริงได้ต้องลงให้ถึงรากหญ้า

14 กรกฎาคม 2553

การตลาดที่ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”เป็น “เรื่องเก่า เล่าใหม่” ที่พูดกันซ้ำไปซ้ำมานับครั้งไม่ถ้วน

การตลาดที่ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”เป็น “เรื่องเก่า เล่าใหม่” ที่พูดกันซ้ำไปซ้ำมานับครั้งไม่ถ้วน

โดย...ทีมข่าวธุรกิจตลาด

การตลาดที่ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ไม่ใช่เรื่องใหม่แกะกล่องสำหรับบ้านเรา ในทางตรงกันข้ามกลับเป็น “เรื่องเก่า เล่าใหม่” ที่พูดกันซ้ำไปซ้ำมานับครั้งไม่ถ้วน แต่สิ่งที่น่าแปลคือ ยังไม่เห็นภาพที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนว่า เราจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจริงๆ ได้อย่างไร เมื่อวันนี้ยังไม่มีใครเริ่มอย่างจริงจัง

คงต้องยอมรับกันว่า เหตุผลที่เรื่องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมถูกจำกัดวงเฉพาะคนกลุ่มเล็กๆ ไม่กระจายวงกว้างไปยังคนทุกระดับ เพราะเสาหลักของสังคมอย่างภาครัฐ ยังไม่กระโดดลงมาให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ไม่มีแม้แต่ความชัดเจนว่านโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยจะไปในทิศทางไหน และจะสอดคล้องกับนโยบายด้านเศรษฐกิจอย่างไร

ถึงเวลาที่ต้องมี แท็ก อินเซนทีฟ แล้วหรือไม่ เพื่อจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมหันมาเริ่มต้นอย่างจริงจัง นี่ยังคงเป็นสิ่งที่บรรดาคนในวงการที่เกี่ยวข้องทวงถามภาครัฐ

ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นจริงได้ต้องลงให้ถึงรากหญ้า

ฟิลิป อาร์โต กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง ให้ความคิดเห็นว่า รัฐบาลควรกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน หรือให้สิ่งจูงใจในลักษณะสิทธิประโยชน์ด้านภาษี เช่น หากอาคารใดก่อสร้างด้วยการใช้วัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็จะได้รับสิทธิทางภาษี หรืออาคารใดสามารถลดการใช้พลังงานได้จะมีโอกาสได้รับส่วนลดทางภาษีตามเกณฑ์ที่กำหนด เป็นต้น ซึ่งในหลายประเทศทั่วโลกก็ใช้วิธีนี้จูงใจเช่นกัน

ภาครัฐควรเป็นองค์กรตัวอย่างเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในทุกด้าน รวมถึงงานก่อสร้างต่างๆ ของรัฐ ก็ควรหันมาใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อทำให้ภาคประชาชนในระดับวงกว้างใช้เป็นแนวปฏิบัติตาม ซึ่งหากผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมีการใช้อย่างแพร่หลาย ต้นทุนในการผลิตก็จะลดลง ส่งผลให้ราคาขายปรับลดด้วยเช่นกัน

สอดคล้องกับ วีนัส อัศวสิทธิถาวร ผู้อำนวยการ สำนักงานสื่อสารองค์กร เอสซีจี ที่ระบุว่า ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและมีกำลังซื้อพร้อมจ่าย กับกลุ่มที่ใส่ใจโลกสีเขียวแต่กำลังซื้อยังไปไม่ถึง สินค้าสีเขียวจึงต้องมีราคาที่จับต้องได้มากขึ้น เพื่อตอบสนองคนได้ทุกกลุ่ม จึงต้องเริ่มมาจากความต้องการที่มากขึ้นราคาขายก็จะถูกลง

ด้านสาธิต สุดบรรทัด รองกรรมการผู้จัดการสายการขายและการตลาด บริษัท กระเบื้องหลังคาตราเพชร กล่าวว่า เดิมสินค้าทดแทนวัสดุธรรมชาติอย่างไม้มีความต้องการน้อย เพราะไม่เป็นที่ยอมรับและราคาสูง ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีกว่าจึงจะได้รับการยอมรับ และมีราคาถูกกว่าวัสดุธรรมชาติไม่น้อยกว่า 15-20% ทำให้ความต้องการสูงถึง 20% ต่อปี

ดังนั้น ภาครัฐจึงควรสนับสนุนให้ราคาสินค้าสีเขียวถูกลงด้วย 2 แนวทาง คือ 1.สิทธิประโยชน์ในการนำเข้าเครื่องจักรผลิตสินค้าสีเขียว และ 2.ให้สิทธิทางภาษีกับผู้ที่ผลิต และผู้ใช้สินค้าสีเขียวคล้ายกับสิทธิสนับสนุนการลงทุนจากบีโอไอ

ขณะที่ ทวีจิตร จันทรสาขา นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ทางสมาคมสนับสนุนแนวคิดสิทธิทางภาษี ไม่ว่าจะเป็นให้สิทธิทางภาษี หรือให้ FAR หรืออัตราส่วนพื้นที่อาคารต่อพื้นที่ดินให้กับเจ้าของอาคารสีเขียวมากขึ้น

แม้ว่าที่ผ่านมาเรื่องสิ่งแวดล้อมผูกกับภาพของธุรกิจมากเกินไป แต่หากองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่และภาครัฐไม่ได้เป็นผู้เริ่ม ก็ยากที่จะมีหน่วยงานอื่นเดินตามรอย

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน