
จ่ายเงินออนไลน์คล่อง หนุนอีคอมเมิร์ซพู่ง
ปัจจุบันธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง มูลค่าของตลาดค้าปลีกออนไลน์ในปีนี้อยู่ที่ 4.65 หมื่นล้านบาท คนไทยใช้โซเชียลมีเดียสูงถึง 93.8% กระจายอยู่ในทุกช่วงวัย ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษา พนักงานลูกจ้างของภาคเอกชนและรัฐ รวมไปถึงเจ้าของกิจการ
ปัจจุบันธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง มูลค่าของตลาดค้าปลีกออนไลน์ในปีนี้อยู่ที่ 4.65 หมื่นล้านบาท คนไทยใช้โซเชียลมีเดียสูงถึง 93.8% กระจายอยู่ในทุกช่วงวัย ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษา พนักงานลูกจ้างของภาคเอกชนและรัฐ รวมไปถึงเจ้าของกิจการ
ขณะที่สินค้าที่คนนิยมซื้อผ่านโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่จะเป็นแฟชั่นเสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์ไอที เครื่องสำอาง สูงกว่า 30% โดยช่วงราคาที่นิยมซื้ออยู่ที่ 500-1,000 บาท/ครั้ง และยิ่งอายุมากขึ้นจะนิยมซื้อสินค้าที่มีราคาแพงขึ้น
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีฟราสตรัคเจอร์ เปิดเผยว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยมีการเจริญเติบโตมีมากกว่า 5 แสนราย โดยใน 2 ปีที่ผ่านมาเทรนด์การตลาดแบบอีคอมเมิร์ซ คือ การที่ผู้ซื้อเป็นฝ่ายเข้าหาผู้ขายผ่านเว็บไซต์แพลตฟอร์ม จนกระทั่งปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนพฤติกรรมโดยผู้ขายเน้นขายสินค้าเชิงรุกและมุ่งเน้นในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ มากขึ้น หรือเรียกว่าการตลาดแบบโซเชียลคอมเมิร์ซนั่นเอง
ทั้งนี้ มูลค่าการซื้อขายของออนไลน์ในไทยอยู่ที่ประมาณ 768 แสนล้านบาท เป็นลักษณะ บีทูซีหรือการค้าระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภคถึง 182 ล้านบาท และเป็นการค้าปลีกประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทได้คิดค้นวิธีอำนวยความสะดวกเพื่อให้ลูกค้าสามารถชำระเงินได้หลากหลายวิธีในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต บัตรเดบิต เพย์พาล บิตคอยน์ หรือจุดรับชำระเงินต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถเพิ่มยอดขายทั้งในและต่างประเทศ โดยก่อตั้งบริษัท เพย์ โซลูชั่น พร้อมกับเปิดตัว เพย์ โซเชียล (Pay Social) ขึ้นมาเพื่อรองรับผู้ประกอบการรายย่อยและบุคคลทั่วไปที่หันมาขายสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียมากขึ้น
สำหรับเพย์ โซเชียล คือ บริการรับชำระเงินออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียแห่งแรกของเอเชีย โดยให้ผู้ขายรับเงินจากลูกค้าผ่านทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ วอตส์แอพ เว็บไซต์ อีเมล หรือช่องทางออนไลน์ต่างๆ ได้ทันทีเพียงแค่ส่งลิงค์ URL ที่เป็นของร้านค้าให้ลูกค้าสามารถชำระเงินเพื่อซื้อสินค้า คิดอัตราค่าธรรมเนียม 3.75% โดยตั้งเป้าการชำระเงินผ่านโซเชียลมีเดีย ในปีนี้ 100 ล้านบาท หรือ 10% จากมูลค่าการซื้อขายผ่านเฉพาะโซเชียลมีเดีย 1,000 ล้านบาท ซึ่งในปี 2559 คาดว่าจะมีมูลค่าการชำระเงิน 600 ล้านบาท ปัจจุบันได้ทดลองใช้งานมา 10 เดือน มีฐานลูกค้ามากกว่า 1,520 ร้านค้า มียอดชำระมากกว่า 10 ล้านบาท มากกว่า 1 หมื่นรายการสั่งซื้อ และมีแผนจะขยายไปทำตลาดในประเทศอาเซียนใน
ปีหน้าด้วย
ปรัธนา ลีลพนัง รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า ปัจจุบันเอไอเอสมีลูกค้ากว่า 44 ล้านคน และเทรนด์การใช้จ่ายแบบอีคอมเมิร์ซหรือช็อปปิ้งออนไลน์ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
“การมีพาร์ตเนอร์จำนวนมากถือว่าเป็นการเพิ่มช่องทางใช้จ่ายให้ลูกค้าทำงานได้ง่ายขึ้น และบริการเอ็มเพย์ของบริษัทยังคงเน้นเจาะธุรกิจรายย่อย ส่วนพาร์ตเนอร์ของเราเน้นธุรกิจรายใหญ่ ถือว่าเป็นการเสริมฐานการใช้งานของลูกค้าได้ทั้งสองฝั่ง และการที่ธนาคารเข้ามาจับตลาดเพย์เมนต์มากขึ้นยิ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นด้านการใช้จ่าย เพราะผูกกับบัญชีเงินฝากยิ่งลดช่องวางในการซื้อขายง่ายขึ้น เพราะคนไทยยังมีจำนวนบัตรเครดิตไม่มากนัก และความนิยมโอนเงินผ่านตู้ยังมากกว่าการใช้จ่ายออนไลน์” ปรัธนา กล่าว
นี่คือช่องทางการปรับตัวของการค้าผ่านโซเชียลมีเดีย ที่มีทางเลือกให้กับผู้บริโภคมากขึ้น







