posttoday
กลยุทธ์ปั้นธุรกิจ สู่เจ้าสัวพันล้าน

กลยุทธ์ปั้นธุรกิจ สู่เจ้าสัวพันล้าน

15 กันยายน 2558

โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ยุคแรกๆ ของการทำธุรกิจหลายบริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่เมื่อเวลาผ่านไป 3-5 ปี บริษัทกลับมีอัตราเติบโตช้าลงเหมือนติดกับดักธุรกิจ ดังนั้น บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จึงจับมือร่วมกับบริษัท มัชรูม เทเลวิชั่น จัดงานสัมมนา “อายุน้อยร้อยล้าน อคาเดมี” พลิกธุรกิจจาก 10 สู่ 100 กลับหัวคิดสู่ 1,000 ล้านบาท เพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโต เพิ่มรายได้ 

เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ผู้ดำเนินธุรกิจครีเอทีฟ เอเยนซี เปิดเผยว่า เริ่มทำธุรกิจตั้งแต่ปี 2533 ด้วยอายุ 26 ปี โดยลงมือทำด้วยตัวเองทุกอย่าง ตั้งแต่ฝ่ายบุคคล คัดเลือกพนักงาน ฝ่ายบริหาร หรือกระทั่งบัญชี ใช้เงินก่อร่างสร้างธุรกิจอีเวนต์ 6 หมื่นบาท กระทั่งปีแรกสร้างรายได้ 26 ล้านบาท

เมื่อก้าวสู่ปี 2537-2542 การเติบโตของธุรกิจเริ่มนิ่งหรือเติบโตช้า จากที่ลงมือทำเองทุกอย่าง จึงต้องเริ่มปรับตัวหันมาสอนงานให้พนักงานมากกว่าลงมือทำเอง สร้างทีมงานพร้อมกับวางบริษัทให้มี
โพซิชั่นนิ่งและสร้างการเติบโตธุรกิจแนวลึก แตกบริษัทลูกเพื่อดำเนินธุรกิจใหม่ รวมทั้งการนำนวัตกรรมต่างๆ ออกมา

สำหรับการแก้ปัญหาช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 รายได้ของบริษัทติดลบ 6-7 ล้านบาท แต่ตัดสินใจไม่เอาพนักงานออก ให้ทุกคนช่วยกันประหยัดค่าใช้จ่ายจนรอดพ้นจากวิกฤต และก้าวสู่ปี 2541 ใช้กลยุทธ์ปล้น ฆ่า ข่มขืน คือ การกินรวบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง อีกทั้งยังสร้างแบรนด์อินเด็กซ์ อีเว้นท์ ส่งผลให้เป็นที่รู้จักมีรายได้จาก 100 ล้านบาท เป็น 500-650 ล้านบาท

เกรียงไกร กล่าวว่า ในปี 2548-2552 ธุรกิจอีเวนต์เริ่มเกิดการแข่งขันรุนแรง มีคู่แข่งเข้ามาทำมากขึ้น บริษัทได้ปรับโพซิชันนิ่งเป็นอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จากเดิมเป็นอินเด็กซ์ อีเว้นท์ พร้อมกับเริ่มขยายธุรกิจในแนวกว้าง อาทิ ทำธุรกิจออนไลน์ เปิดบริษัท บลู มีเดีย เพื่อรองรับกับยุคดิจิทัล

ต่อมาการเติบโตภายในประเทศเริ่มคงที่ในปี 2553-2558 บริษัทจึงวางแผนขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศเพื่อหาตลาดใหม่ๆ อาทิ เมียนมา โดยใช้โนว์ฮาวด์ที่บริษัทมีอยู่ ส่วนก้าวต่อไปในปี 2559 บริษัทเดินหน้าขยายกิจการจากธุรกิจกับธุรกิจหรือบีทูบี ไปสู่ธุรกิจกับผู้บริโภคหรือบีทูซี มุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจไลฟ์สไตล์เอ็กซ์พีเรียน ซึ่งมีสัดส่วนรายได้เพียง 2% ให้เพิ่มขึ้นและขยายตลาดอาเซียนมีสัดส่วนรายได้ 7% จากเดิมธุรกิจหลักมาจากอีเวนต์ 55% และมาร์เก็ตติ้งเซอร์วิส 36% ตั้งเป้าอีก 3 ปีข้างหน้ารายได้ 3,000 ล้านบาท

จากร้านขายคอมพิวเตอร์เพียงเล็กๆ เจ.ไอ.บี. แต่ด้วยการบริการหลังการขายที่ถึงใจ ร้านอื่นไม่สามารถทำได้ จึงทำให้ เจ.ไอ.บี. แจ้งเกิดในธุรกิจไอที

สมยศ เชาวลิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.ไอ.บี.คอมพิวเตอร์ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจคอมพิวเตอร์ เจ.ไอ.บี. กล่าวว่า เริ่มแรกการทำธุรกิจในปี 2544 ด้วยงบลงทุนเพียง 2 แสนบาท บริษัทเน้นบริการหลังการขาย ซ่อมสินค้าให้ ราคาสินค้าสามารถต่อรองได้ นอกจากนี้ยังวางระบบซอฟต์แวร์กำกับสินค้า ช่วยให้บริหารสินค้าในสต๊อกได้ดี วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ปีแรกสร้างรายได้ 33 ล้านบาท ต่อมาปี 2555 ที่รายได้เติบโตก้าวกระโดดถึง 6,100 ล้านบาท กระทั่งปัจจุบันมี 130 สาขา รายได้แตะ 6,500 ล้านบาท และตั้งเป้าอีก 2 ปี จะมีรายได้ 1 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อธุรกิจเติบโตได้ในระยะหนึ่ง บริษัทจึงแตกร้านคอมพิวเตอร์ “mine” จำหน่ายสินค้าระดับกลาง-บน เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ มีด้วยกัน 2 สาขา สร้างรายได้ 12-23 ล้านบาท/เดือน สูงกว่า เจ.ไอ.บี. รายได้ 2-23 ล้านบาท/เดือน พร้อมกับขยายช่องทางออนไลน์สอดรับกับยุคดิจิทัล ปีหน้าตั้งเป้ารายได้ออนไลน์ 1,500 ล้านบาท จากปัจจุบันเดือนละ 40 ล้านบาท

ธุรกิจสตาร์ทอัพเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีอัตราเติบโตเท่าตัวทุกปี จากปีนี้มีมูลค่า 2,000 ล้านบาท และกำลังมีมูลค่าถึง 3,000-4,000 ล้านบาท ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุ๊คบี ผู้ดำเนินธุรกิจแอพพลิเคชั่น หนังสือออนไลน์อุ๊คบี กล่าวว่า การทำธุรกิจสตาร์ทอัพอาจจะก๊อบปี้ธุรกิจที่เติบโตในต่างประเทศและนำมาปรับให้เข้ากับพฤติกรรมคนไทย หรือพยายามคิดธุรกิจที่มีความต้องการของตลาด การสร้างโลกสตาร์ทอัพจะเกิดขึ้นจากแพลตฟอร์ม และต้องทำให้เกิดการค้าการขายหรือมีรายได้จากโฆษณา สำหรับรายได้ปีแรกบริษัทมีรายได้ 10 ล้านบาท ตั้งเป้าอีก 3 ปี รายได้ 1,000 ล้านบาท

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐมีมาตรการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีให้ง่ายและเร็ว ดอกเบี้ยต่ำหรือกระทั่งการตั้งกองทุน รวมทั้งส่งเสริมระบบซอฟต์แวร์การบริหารจัดงาน ซึ่งช่วยพยุงธุรกิจเอสเอ็มอีให้เติบโตได้อย่างมั่นคง

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า