
ผลตอบแทนพันธบัตรระยะกลางถึงยาว ปรับตัวสูงขึ้น
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (7-11 ก.ย. 2558) มีมูลค่ารวม 375,165.30 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 75,033.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 12%
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (7-11 ก.ย. 2558) มีมูลค่ารวม 375,165.30 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 75,033.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 12%
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้ว จะพบว่า กว่า 63% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 235,069 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 94,784 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 11,366 ล้านบาท หรือคิดเป็น 25% และ 3% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB196A (อายุ 3.8 ปี) LB21DA (อายุ 6.3 ปี) และ LB176A (อายุ 1.8 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 23,407 ล้านบาท 16,038 ล้านบาท และ 15,770 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น รุ่น DTAC167A (AA+) มูลค่าการซื้อขาย 570 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต รุ่น DTN207A (AA+) มูลค่าการซื้อขาย 519 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) รุ่น TLT175B (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 420 ล้านบาท
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะกลางถึงยาวปรับตัวสูงขึ้น 0.11-0.21%
สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวช่วงอายุ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.21% จาก 2.85% ในสัปดาห์ก่อนหน้าเป็น 3.06% โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดตราสารหนี้ไทยได้รับผลกระทบจากความกังวลของการอ่อนค่าของเงินบาทที่เลยระดับ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ และตัวเลขเศรษฐกิจของจีนที่ทยอยประกาศออกมาต่ำกว่าที่คาด รวมถึงตัวเลขทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศของจีน ในเดือน ส.ค. ลดลงมากสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 9.39 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ 3.56 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ Emerging Market รวมถึงประเทศไทยด้วย
ขณะที่เมื่อวันศุกร์ทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้แถลงแผนการออกพันธบัตรในปีงบประมาณ 2559 จำนวน 9.37 แสนล้านบาท ประกอบไปด้วยการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เดิม จำนวน 4.22 แสนล้านบาท และการกู้เงินใหม่จำนวน 5.15 แสนล้านบาท ก็ไม่ได้ทำให้นักลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ในการซื้อขายตราสารหนี้มากนัก
สัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสุทธิ 8,413 ล้านบาท โดยเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือ > 1 ปี) ประมาณ 9,347 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุน้อยกว่า 1 ปี) ประมาณ 934 ล้านบาท







