
TASCOขึ้นระดับโลก
ทิปโก้แอสฟัลท์ทะยานไกลไปทั่วโลก ปี 2558 กำไร-ขายทุบสถิติใหม่ น้ำมันลงหนุนมาร์จิ้นพุ่งเป็นสองหลัก
ทิปโก้แอสฟัลท์ทะยานไกลไปทั่วโลก ปี 2558 กำไร-ขายทุบสถิติใหม่ น้ำมันลงหนุนมาร์จิ้นพุ่งเป็นสองหลัก
นายชัยวัฒน์ ศรีวรรณวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) ผู้ผลิตและจำหน่ายยางมะตอยที่มีกำลังผลิตอันดับ 1 ในอาเซียน เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการจัดทำแผนธุรกิจ 5 ปีฉบับใหม่ที่จะใช้ตั้งแต่ปี 2559-2563 แทนฉบับเดิมที่กำหนดในปี 2558 โดยแผนใหม่มีเป้าหมายหลักเป็นบริษัทระดับโลก (โกลบอลคอมพานี) จากการผลิตและจำหน่ายไปทั่วโลก
ทั้งนี้ แผนพันธกิจฉบับใหม่ บริษัทมีแผนที่ขยายไปธุรกิจเทรดดิ้งมากขึ้นในกลุ่มน้ำมันและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับยางมะตอย หลังเซ็นสัญญากับบริษัท SK Energy เพื่อเป็นตัวแทนนำเข้าน้ำมันเครื่องมาจำหน่ายในประเทศแบบธุรกิจกับธุรกิจ (บีทูบี) เบื้องต้นจะจำหน่ายกับฐานลูกค้าผู้รับเหมาก่อสร้างของบริษัทที่มีจำนวน 200 ราย และทำเทรดดิ้งกับพันธมิตรและผู้ถือหุ้น คือ Colas S.A. ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเชี่ยวชาญในธุรกิจยางมะตอยและน้ำมันไปทั่วโลก
นอกจากนั้น บริษัทกำลังขอใบอนุญาตจากทางการมาเลเซียเพื่อขอขยายกำลังของโรงกลั่นในมาเลเซียเพิ่มเป็น 1 แสนบาร์เรล/วัน จากปัจจุบันผลิตได้จำนวน 5 หมื่นบาร์เรล/วัน โดยใช้อยู่ 3 หมื่นบาร์เรล/วัน และในปี 2562 จะผลิตเต็มใบอนุญาต 5 หมื่นบาร์เรล เพื่อรองรับการเติบโตในตลาดเดิมและตลาดใหม่ ขณะนี้บริษัทมียอดขายในต่างประเทศประมาณ 80-85% และในประเทศ 20% ซึ่งทั้งสองตลาดมีโอกาสเติบโตสูง ตลาดหลักอยู่ในกลุ่มเอเชียแปซิฟิก จีน อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย ออสเตรเลีย และไทย
“เฉพาะโรงกลั่นของบริษัทเองผลิตได้ประมาณ 60% ของเป้าหมายปีนี้เท่านั้น อีก 40% ต้องซื้อจากโรงกลั่นข้างนอก ในอนาคตความต้องการใช้จะมีอีกมาก เพราะในปีนี้และปีหน้ารัฐบาลในตลาดหลักต่างมีนโยบายใช้งบประมาณเพื่อซ่อมสร้างถนนจำนวนมาก เป็นโอกาสเติบโตของบริษัท” นายชัยวัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนเพิ่มกองเรือ จากปัจจุบันที่มีอยู่ 9 ลำ ขนาดระหว่าง 1,000-7,000 ตัน โดยสั่งต่อเรือใหม่อีก 2-3 ลำ แบ่งเป็นขนาด 1 หมื่นตัน มูลค่า 28 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นเรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียนจะส่งมอบในปี 2561 และสั่งต่อเรือขนาด 4,000 ตัน จำนวน 1-2 ลำ มูลค่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐ/ลำ รองรับแผนการขยายตลาดทั่วโลก และทดแทนเรือที่เช่ามา 3 ลำ ในบางช่วงต้องใช้เรือขนส่งสินค้าถึง 18 ลำ และการมีกองเรือเองช่วยสร้างความมั่นใจในการจัดส่งสินค้าให้ลูกค้า โดยบริษัทเป็นเพียงรายเดียวในอาเซียนที่มีเรือเป็นของตัวเอง
สำหรับผลงานในปี 2558 บริษัทจะมีกำไรสุทธิสูงสุดใหม่ต่อเนื่องจากปี 2557 จากครึ่งปีแรกกำไรถึง 2,443 ล้านบาท มากกว่าทั้งปีก่อนที่ 1,200 ล้านบาท ปริมาณการขายก็ทำจุดสูงสุดใหม่ในปีนี้ที่ 2.3 ล้านตัน จากปี 2557 ที่ 2 ล้านตัน โดยมีสัญญาขายล่วงหน้าครบแล้ว
อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 40-50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบราคาน้ำมันในเดือน ก.ค. 2557 ที่ประมาณ 106 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นช่วงที่เซ็นสัญญาซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลา สัญญา 4 ปี บริษัทสามารถซื้อวัตถุดิบได้ถูกลงตามราคาตลาด ขณะที่ราคาขายยางมะตอยลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมัน ส่งผลให้ครึ่งปีแรกมีอัตรากำไรขั้นต้นเป็นจุดสูงสุดใหม่ที่ 18.6% จากปกติที่ทำได้ตัวเลขหลักเดียว ทั้งปีนี้มั่นใจว่าจะมีอัตรากำไรขั้นต้นเป็นตัวเลข 2 หลักได้







