
ออมสินกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย
โดย...ชาติชาย พยุหนาวีชัย
โดย...ชาติชาย พยุหนาวีชัย
ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่เกิดขึ้นตอนนี้แตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาเพราะเป็นภาวะที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจพื้นฐานชะลอตัว อันมีที่มาจากราคาพืชผลทางการเกษตร ทั้งราคาข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ มีราคาตกต่ำและปัญหาภัยแล้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้กระทบต่อเกษตรกรโดยตรงและส่งผลต่อไปถึงการขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแปรรูป
นอกจากนี้ ปัญหาภัยแล้งก็ทำให้การเพาะปลูกล่าช้า ผลผลิตไม่เป็นไปตามฤดูกาลและกระทบต่อเนื่องไปถึงการใช้จ่ายและการบริโภคภายในประเทศ โดยกำลังซื้อส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อยไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอยและเมื่อกลุ่มคนเหล่านี้ไม่จับจ่ายก็กระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ที่เป็นฟันเฟืองหลักของระบบเศรษฐกิจเพราะเป็นทั้งแหล่งผลิตสินค้าและบริการ แหล่งจ้างงาน และแหล่งสร้างรายได้ รัฐบาลจึงถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งฟื้นฟูให้กลไกทุกภาคส่วนสามารถทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเบื้องต้นได้เร่งรัดการใช้จ่ายของภาครัฐให้เป็นไปตามแผนงบประมาณและออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเน้นให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ระดับฐานรากขึ้นมาจนถึงระดับที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อเร่งผลักดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว ซึ่งมีธนาคารออมสินเป็นหน่วยงานสำคัญในการดำเนินการ
มาตรการแรก คือ การส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กทั่วประเทศเพื่อกระจายเม็ดเงินลงสู่ระดับหมู่บ้าน เพื่อผู้มีรายได้น้อยผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในวงเงินรวม 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นผู้ดำเนินการให้สินเชื่อแก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองฯ หน่วยงานละ 3 หมื่นล้านบาท โดยในส่วนของธนาคารออมสินจะดำเนินการอย่างเร่งด่วนภายในหนึ่งเดือน ต้องเห็นผล 1 หมื่นหมู่บ้าน และภายใน 3 เดือน ตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อสู่กองทุนฯ ระดับ A และ B ได้ทั้งหมด 3 หมื่นล้านบาท โดยกระบวนการขอสินเชื่อจะสิ้นสุดภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2558 นี้
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล โดยครอบคลุมตำบลต่างๆ ทั่วประเทศซึ่งมีอยู่ 7,255 ตำบล ตำบลละ 5 ล้านบาท และมาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมการจ้างงานและผลักดันโครงการขนาดเล็กให้กระจายลงสู่ภูมิภาค ซึ่งจะเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจและกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานและการลงทุนต่อไปโดยมาตรการทั้งหมดนี้ จะมีจำนวนเม็ดเงินลงไปสู่พื้นที่ประมาณ 136,275 ล้านบาท ซึ่งมีการจัดงาน Kick Off กันไปเมื่อวานนี้ 14 ก.ย. 2558 ที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
สำหรับมาตรการที่สอง คือ การช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ระยะเร่งด่วน ซึ่งจะช่วยชุบชีวิต SMEs ให้สามารถหยัดยืนได้ด้วยเงินทุนและสภาพคล่องที่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ โดยมาตรการนี้ธนาคารออมสินจะปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ในวงเงิน 1 แสนล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.1% ให้แก่ ธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเพื่อไปช่วยเหลือ SMEs ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เข้าร่วมโครงการจะนำไปปล่อยต่อแก่ผู้ประกอบการในอัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี มีระยะเวลา 7 ปี
ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอสินเชื่อจากโครงการนี้ได้จากทุกธนาคารที่เข้าร่วมโครงการจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2558 และเบิกเงิน Soft Loan ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 มี.ค. 2558 โดยจะมีการ Kick Off อย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 18 ก.ย. 2558 นี้ นอกจากนี้ในส่วนของธนาคารออมสินเองก็มีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบการ SMEs โดยใช้วงเงินจากโครงการนี้เพื่อสนับสนุนการต่อยอดและเติบโตของกลุ่มธุรกิจ SMEs ต่างๆ ด้วย อันได้แก่ สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือชาวประมง “ประมงไทยก้าวไกลสู่สากล” สินเชื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการประหยัดพลังงาน สินเชื่อเพื่อธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ สินเชื่อเพื่อผู้รับเหมางานภาครัฐ และสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับ SMEs ซึ่งผู้ประกอบการที่สนใจก็สามารถใช้บริการที่ธนาคารออมสินทุกสาขาได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการส่งเสริมสนับสนุน SMEs ในกลุ่มเริ่มต้น (Start-Up) และ SMEs ที่มีศักยภาพสูงผ่านกองทุนร่วมลงทุน Capital Fund มูลค่าเงินกองทุน 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นความร่วมมือของธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และธนาคารกรุงไทย แห่งละ 2,000 ล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนอีกทางหนึ่งสำหรับ SMEs ที่มีศักยภาพให้สามารถเติบโตได้ต่อไป
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กล่าวมาถือเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบโดยตรงเพื่อเร่งการใช้จ่ายและการบริโภคภายในประเทศ ทำให้เศรษฐกิจภายในมีความแข็งแกร่งขึ้น เพราะ ณ ปัจจุบันนี้ทั่วโลกต่างประสบปัญหาเศรษฐกิจซบเซาเหมือนๆ กันหมด การพึ่งพารายได้จากการส่งออกจึงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย รวมทั้งรายได้จากการท่องเที่ยวก็เริ่มที่จะชะลอตัวจากปัญหาความกังวลต่อการก่อการร้าย
ดังนั้น สิ่งที่คนไทยทุกคนจะช่วยเศรษฐกิจได้ก็คือ การสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศเพื่อช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธุรกิจขนาดเล็ก ตลอดจนธุรกิจชุมชนได้ฟื้นกลับคืนมามีชีวิตและสามารถต่อยอดเพื่อพัฒนาเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันให้กับประเทศได้ในอนาคต เพราะเมื่อเปิดเสรีอาเซียนในปลายปีนี้ หากผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยในประเทศไทยยังไม่แข็งแรงพอ ก็อาจนำไปสู่ความล่มสลายของอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการไทย ดังนั้นมาตรการเหล่านี้นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นแล้ว ยังส่งผลดีต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวอีกด้วย







