posttoday
ปฏิรูปความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมปัญหาเร่งด่วนของประเทศไทย

ปฏิรูปความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมปัญหาเร่งด่วนของประเทศไทย

14 กรกฎาคม 2553

 ....นคร สังขรัตน์

 ....นคร สังขรัตน์

 

การพัฒนาเศรษฐกิจไทยตลอดระยะเวลา 5 ทศวรรษที่ผ่านมา นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในแง่ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จากจีดีพี 6.4 หมื่นล้านบาท ในปี 2504 ซึ่งเป็นปีแรกของการเริ่มแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 ได้เติบโตมาเป็น 9 ล้านล้านบาท ในช่วงปลายของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 และเมื่อพิจารณาด้านอัตราการเจริญเติบโตของจีดีพี พบว่าไทยมีการเติบโตในระดับสูงเฉลี่ยปีละ 11%

อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนของการพัฒนาเศรษฐกิจไม่ได้วัดจากมิติของการขยายตัว (GDP Growth) เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณามิติของคุณภาพชีวิต (Quality of Life) คุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่ดี ตลอดจนความเหลื่อมล้ำของสังคมในด้านต่างๆ ที่มีน้อย ดังนั้นหากพิจารณาในแง่นี้ นับว่าประเทศไทยยังห่างไกลจากคำว่า “ประสบความสำเร็จ” ในการพัฒนาเศรษฐกิจค่อนข้างมาก

แม้ว่าจากการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความยากจนในมิติทางด้านรายได้ที่เป็นตัวเงินในระดับหนึ่ง จากจำนวนคนจนที่เคยมีคิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 42.21% ในปี 2531 ลดลงเหลือเพียง 14.75% ในปี 2539 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ประเทศไทยจะประสบปัญหาวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 โดยวิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะกลุ่มคนรวย แต่กลับซ้ำเติมให้ปัญหาความยากจนทวีความรุนแรงมากขึ้น เห็นได้จากสัดส่วนคนจนได้เพิ่มเป็น 17.46% ในปี 2541 และเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็น 20.93% ในปี 2543

อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ได้ส่งผลให้ปัญหาความยากจนบรรเทาลงไปด้วย โดยจากสัดส่วนคนจน 14.93% ในปี 2545 ลดลงเหลือ 9.55% ในปี 2549 และ 8.43% ในปี 2552 ตามลำดับ โดยในปี 2552 ประเทศไทยมีจำนวนคนจนอยู่ 5.3 ล้านคน

เมื่อพิจารณาในด้านของการกระจายรายได้หรือความเหลื่อมล้ำทาง เศรษฐกิจ พบว่าประเทศไทยยังมีความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้น้อยมาก เพราะเมื่อแบ่งประชากรออกเป็นกลุ่มชั้นรายได้ต่างๆ (Quintile by Income) เป็น 5 กลุ่มเท่าๆ กัน เรียงลำดับจากรายได้น้อยไปหามาก จะเห็นว่ามีความแตกต่างกันของรายได้ในแต่ละชั้นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนยากจนที่สุดกับกลุ่มคนร่ำรวยที่สุด โดยในช่วง 2 ทศวรรษ (25312550) ปัญหาความไม่เสมอภาคระหว่างคนจนและคนรวยลดลงน้อยมาก โดยกลุ่มคนชั้นรายได้แรกที่มีรายได้น้อยที่สุด 20% มีสัดส่วนของการใช้จ่ายทั้งประเทศในปี 2531 คิดเป็น 6.08% ในขณะที่ 2550 คิดเป็นสัดส่วน 6.64% ซึ่งแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลยในรอบ 20 ปี

ในขณะที่เมื่อพิจารณาจากกลุ่มคนชั้นรายได้หลังสุดที่มีรายได้มากที่สุด 20% มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายทั้งประเทศในปี 2531 คิดเป็น 50.68% และลดลงเหลือ 46.93% ในปี 2550 ซึ่งนับว่าลดลงน้อยมากอีกเช่นกัน ซึ่งหมายความว่ากลุ่มคนรวยที่สุด 20% มีส่วนแบ่งรายได้รวมกันเกินครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดของประเทศ เช่นเดียวกับการวิเคราะห์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์ของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ (Gini Coefficient) ที่ในปี 2549 มีค่าสัมประสิทธิ์ 0.418 และเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในปี 2550 ที่มีค่า 0.397

เมื่อพิจารณาในมิติของผลตอบแทนการผลิตรายสาขา ยังพบความไม่เสมอภาคระหว่างภาคเกษตรและภาคการผลิตอื่นๆ เนื่องจากภาคนี้มีผลตอบแทนการผลิตต่ำเมื่อเปรียบเทียบมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวม

ในประเทศ โดยในปี 2551 ภาคเกษตรมีมูลค่าการผลิตจำนวน 1,054,175 ล้านบาท หรือคิดเป็น 11.6% ของจีดีพี ในขณะที่ภาคนี้มีแรงงานอยู่ทั้งสิ้น 14.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 40% ของผู้มีงานทำทั้งประเทศ ทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างสัดส่วนรายได้กับสัดส่วนจำนวนแรงงานดังเห็นได้จากดัชนีความไม่เท่าเทียมของการกระจายผลตอบแทน ที่เรียกว่าดัชนีไทล์ (Theil Index) พบว่าการผลิตสาขาเกษตรกรรมยังเป็นสาขาการผลิตที่เสียเปรียบการผลิตสาขาอื่น โดยค่าความไม่เท่าเทียมมีค่าติดลบมาโดยตลอด และปี 2551 ติดลบมากกว่าปี 2550 ในขณะที่ภาคนอกเกษตรกรรมมีความเท่าเทียมดีขึ้น

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจอื่นๆ เกี่ยวกับลักษณะของครัวเรือนที่ยากจน อาทิ คนจนส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครัวเรือนที่มีเฉพาะเด็กกับผู้สูงอายุ และมีเพียงผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนความยากจนสูง วัยเด็กและผู้สูงอายุมีสัดส่วนคนจนสูงกว่าวัยแรงงาน ผู้ที่ถือครองที่ดินน้อยกว่า 20 ไร่ จะมีสัดส่วนคนจนสูง ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของครัวเรือนยากจนจะใช้ไปในด้านอาหารและเครื่องดื่ม ครัวเรือนยากจนส่วนใหญ่มีหนี้สินในระบบ ครัวเรือนยากจนไม่มีบ้านและที่ดินเป็นของตนเอง ไม่มีทรัพย์สินสําหรับใช้ประกอบอาชีพ ไม่มียานพาหนะ ผู้ที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษาและต่ำกว่ามีโอกาสเป็นคนจนสูง

อาจกล่าวได้ว่าปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำของรายได้ในสังคมไทยเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง เพราะหากไม่ได้รับการแก้ไขอาจนำไปสู่ปัญหาคุณภาพชีวิต ปัญหาสังคม และในที่สุดจะนำไปสู่การก่อเหตุจลาจล เกิดความวุ่นวายทางการเมือง ประเทศขาดเสถียรภาพ จนไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง ดังที่คนไทยทุกคนได้ประจักษ์ชัดแล้วในช่วงวิกฤตการเมืองเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ