
เกาะเมกะเทรนด์ 'อภิรดี' เดินหน้ากู้ส่งออก
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
แม้ว่าหลายหน่วยงานมีมุมมองว่าการส่งออกปีนี้ติดลบมากกว่า 4-5% เป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แต่กระทรวงพาณิชย์ยืนยันเป้าหมายการทำงานว่าการส่งออกจะต้องติดลบไม่เกิน 3%
“สถานการณ์โลกไม่ได้เปลี่ยน แถมยังแย่ลงไปอีก เช่น จีน ส่วนสหรัฐแม้สถานการณ์จะดีขึ้น แต่ไม่มาก ฝั่งยุโรปยังมีปัญหาเหมือนเดิม คือ หนี้ และมีปัญหาผู้ลี้ภัยเข้ามาอีก เมื่อสถานการณ์ส่วนใหญ่ยังเหมือนเดิม การส่งออกช่วงครึ่งหลังจึงไม่เปลี่ยนแปลงจากครึ่งปีแรก ซึ่งวันนี้เราประมาณการว่าการส่งออกคงจะลบ 3% แต่จะพยายามเต็มที่เพื่อให้มันดีที่สุดเท่าที่จะทำได้” อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์”
อภิรดี ระบุว่า แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่มีแนวโน้มดีขึ้น และการส่งออกสินค้าหลายตัวติดลบมาตั้งแต่ต้นปี แต่ล่าสุดเดือน ก.ค. เริ่มมีสินค้าที่กลับมาฟื้นตัว เช่น กลุ่มรถยนต์ ซึ่งปีนี้ค่ายรถยนต์ยืนยันว่าการส่งออกยังไปได้ตามเป้า อย่างโตโยต้ายืนยันว่าจะส่งออกได้ 2 แสนคัน และตัวเลขส่งออกรถยนต์ทั้งปีจะเติบโต 6% เช่นเดียวกับกลุ่มอัญมณี ไก่ ซอสปรุงรส อาหารบางรายการ อิเล็กทรอนิกส์ แอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่พอไปได้
ในขณะที่กลุ่มสินค้าที่ยังคงมีปัญหาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา และสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ที่ราคาในตลาดโลกปรับลดลง โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ซึ่งมีสัดส่วน 10% ของการส่งออกรวมติดลบกว่า 25% ในช่วงที่ผ่านมา
“ถ้าเอาการส่งออกที่เกี่ยวกับน้ำมัน ทองคำ ออกไป เราไม่ได้ลบนะ และที่ส่งออกไทยติดลบ 3% ไม่ได้มากเกินไป เพราะมาเลเซียลบ 10% สิงคโปร์ลบมากกว่า 10% อินโดนีเซียไม่ถึง 10% แต่ก็มากกว่าไทย ในอาเซียนจึงมีไทยที่ลบน้อย แต่สิ่งที่สะท้อนได้ว่าสินค้าไทยแข่งขันได้ คือส่วนแบ่งตลาดสินค้าไทยในตลาดโลกไม่ได้ลดลง บางสินค้าเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ”
ส่วนการนำเข้าสินค้าทุนที่ติดลบมากกว่า 10% ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการนำเข้าเครื่องจักรที่ติดลบ 6% อภิรดี มองว่า ไม่น่าจะมีผลมากต่อการส่งออกในอนาคตนัก เนื่องจากเป็นการชะลอการเปลี่ยนเครื่องจักรออกไปเท่านั้น และการเปลี่ยนเครื่องจักรไม่ได้หมายความว่าจะต้องเปลี่ยนวันนี้ เวลานี้ สามารถชะลอก่อนได้ อีกทั้งปีที่แล้วมีการนำเข้าเครื่องบิน แต่ปีนี้ไม่มี จึงส่งผลให้ตัวเลขนำเข้าลดลงด้วย แต่ในแง่นำเข้าวัตถุดิบมาผลิตสินค้าพบว่าลดลงไม่มาก สะท้อนว่ายังมีการผลิตเพื่อการส่งออกอยู่
อภิรดี ยังมองว่า เงินบาทคงไม่อ่อนไปกว่านี้ โดยกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าค่าเงินบาทน่าจะอยู่ที่ 35-36 บาท/เหรียญสหรัฐ และเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะพยายามดูแลประคับประคองค่าเงินไม่ให้อ่อนค่ามากเกินไป เพราะจะมีผลต่อการนำเข้าและการลงทุนด้วย จึงเห็นว่าไทยน่าจะพยายามรักษาสถานะค่าเงินในปัจจุบันไว้
“ในช่วงที่เหลือของปีเราจะเชิญผู้ประกอบการมาหารือร่วมกันในการผลักดันการส่งออกในกลุ่มคลัสเตอร์หลักๆ เช่น กลุ่มรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งจะมีกิจกรรมต่างๆ ที่จะทำผู้ประกอบการไทยส่งออกสินค้าได้เพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี เราจะทำงานเต็มที่แม้ว่าสถานการณ์โลกโดยรวมจะไม่ดีขึ้น โดยเป้าการทำงานคือต้องลบไม่เกิน 3% ส่วนใครจะให้ติดลบกว่านั้นก็เป็นเรื่องการคาดคะเน และตอนนี้ออร์เดอร์ก็เข้ามาแล้ว คาดว่าช่วงที่เหลือของปีการส่งออกจะติดลบไม่เกิน 2-3% ต่อเดือน”
สำหรับทิศทางการส่งออกปี 2559 อภิรดี กล่าวว่า ยังต้องรอการประเมินเดือน พ.ย. ว่า เศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไรจึงจะตั้งเป้าหมายในการทำงาน แต่ขณะนี้เรายังตอบไม่ได้ว่าเศรษฐกิจโลกปีหน้าจะดีขึ้นหรือไม่ อย่างจีนก็อย่างที่บอกอาจจะไม่หวือหวา แต่อาเซียนที่จะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปีหน้าจะส่งผลดีต่อการส่งออกไทยแน่นอน
ขณะที่กลยุทธ์ผลักดันการส่งออกนั้น อภิรดี ระบุว่า ยังคงมองตลาดใกล้ประเทศ จากเมื่อก่อนเรามองทุกตลาด มุ่งไปสหรัฐ (สัดส่วน 9% ของการส่งออกรวม) ยุโรป (สัดส่วน 9%) ญี่ปุ่น (สัดส่วน 9%) แต่ปีหน้าเศรษฐกิจไม่น่าจะพลิกฟื้น เพราะไม่มีปัจจัยอะไรมากระตุ้น เราจึงมุ่งเน้นตลาดใกล้บ้านที่อาจละเลย เช่น อินเดีย (สัดส่วน 3.7%) ปากีสถาน จีน (สัดส่วน 11%) อาเซียน (สัดส่วน 26%) นี่คือกลุ่มที่เติบโต อีกกลุ่ม คือ ละตินอเมริกา ที่ต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งนอกจากบราซิลแล้วในภูมิภาคนี้ไม่มีใครผลิตรถยนต์ และที่น่าแปลกคือ ภูมิภาคนี้เชื่อมั่นชิ้นส่วนยานยนต์จากไทย ต่อมาเป็นตลาดออสเตรเลีย (5.2%) ที่ตอนนี้เลิกผลิตรถยนต์แล้วและนำเข้าทั้งหมด ซึ่งไทยจะต้องยึดหัวหาดให้ได้ก่อน และสุดท้ายคือ ตลาดตะวันออกกลาง (สัดส่วน 5%)
“จีนเป็นตลาดที่ทิ้งไม่ได้ แม้ว่าเศรษฐกิจปีหน้าของจีนจะยังไม่พลิกฟื้น เพราะจีนจะไม่เร่งเศรษฐกิจให้โตหวือหวาแล้ว แต่การส่งออกไทยก็ยังโตได้ คนรวยครึ่งประเทศก็ 500 ล้านคนแล้ว และไม่ได้อยู่เฉพาะที่ปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ เราจึงจะเจาะเมืองรองอย่าง ยูนนาน ซินเจียง ซึ่งเป็นเมืองที่ไกลทะเลแต่ใกล้ไทย ฉะนั้นทางรถไฟที่ผ่านขึ้นไปทางยูนนานจึงสำคัญมาก ส่วนการค้าตามแนวชายแดนจะไม่ใช่แค่ขายสินค้าลาว แต่จะต้องไปถึงยูนนาน ส่วนทางตะวันออกจะไม่ใช่แค่พม่า แต่จะต้องไปให้ถึงอินเดีย”
นอกจากนี้ กระทรวงจะปรับบทบาททูตพาณิชย์ ซึ่งในการประชุมทูตพาณิชย์วันที่ 14 ก.ย. จะหารือว่าจะปรับการทำงานให้ทูตพาณิชย์ต้องเป็นนักการตลาด และปรับบทบาทของหน่วยงานภายในให้สนับสนุนการทำงานของทูตพาณิชย์ พร้อมทั้งทบทวนกิจกรรมส่งเสริมการส่งออก โดยจะต้องนำระบบอีคอมเมิร์ซมาใช้ และพัฒนาผู้ประกอบการ เนื่องจากในอนาคตไทยไม่สามารถแข่งขันได้ในเรื่องของต้นทุนสินค้าได้แล้ว จึงต้องเน้นไปเพิ่มการพัฒนาสินค้าให้มีดีไซน์ มีคุณภาพ และมีมูลค่าเพิ่ม
“ไทยต้องมุ่งเข็มไปทางสินค้าบริการ ซึ่งวันนี้จีดีพีบริการมีสัดส่วนเกิน 50% ของจีดีพีประเทศแล้ว และมีอีกหลายคลัสเตอร์ของภาคบริการที่ยังไม่ได้พัฒนา เช่น อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ดิจิทัลคอนเทนต์ อุตสาหกรรมก่อสร้าง ค้าปลีกและแฟรนไชส์ กลุ่มฮาลาล โดยจากนี้ไปการรับจ้างผลิตซึ่งได้มูลค่าต่ำสุดจะต้องปรับไปสู่การออกแบบดีไซน์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง แต่แน่นอนว่าถ้าคุณเกิดเป็นเอสเอ็มอีจะมุ่งตลาดต่างประเทศมันยาก เราจึงมีโครงการพัฒนาสร้างเอสเอ็มอีแล้วค่อยจับคู่ธุรกิจ เช่น โครงการมูฟวิ่ง สมายเคิฟ เช่นวันนี้หากไปดูงานตัดเย็บเสื้อผ้า ได้มีการนำขวดเพ็ทมารีดเป็นเส้นใย ฉีดสีเข้าไป แล้วนำไปทอเหมือนผ้าไหม ไม่ร้อน และทำเป็นผ้าเบาผลิตเสื้อกีฬาได้ นี่คือวิวัฒนาการของผู้ประกอบการไทย”
อภิรดี กล่าวว่า ในอนาคตไทยต้องเร่งส่งเสริมเรื่องอีคอมเมิร์ซ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการค้าที่ก้าวสู่การเป็น “เมกะเทรนด์” โดยจะต้องปรับระบบหรือสร้างอีคอมเมิร์ซให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เช่น การพัฒนาเว็บ Thaitrade.com ซึ่งเป้าหมายต้องการเพิ่มจำนวนร้านค้า เพราะปัจจุบันจำนวนร้านค้าในไทยเทรดดอทคอมยังน้อย และยังประสบปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นในการสั่งซื้อสินค้า
“เราจะต้องเข้าไปช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการ โดยเอาไอซีทีเข้ามาช่วย ทางด้านการเงินก็หารือกับ รมว.คลัง แล้ว ว่าจะทำระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเพย์เมนต์ของไทยให้เกิดขึ้น มีความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย โดยได้ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเข้ามาจัดทำเครื่องหมายรับรอง เพื่อให้การซื้อขายเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน”
ด้านการสร้างแต้มต่อให้กับสินค้าไทย อภิรดี ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าการเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) โดยในปีนี้ไทยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเอฟทีเอกับปากีสถาน ตุรกี และเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียน หรืออาเซียนบวก 6 (RCEP) คาดว่าการจะเจรจาบางส่วนจะได้ข้อสรุปปลายปีนี้ เช่น เรื่องแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อให้การค้าของทั้ง 16 ประเทศสะดวกมากขึ้น แม้ว่าจะยังไม่สมบูรณ์ทั้งหมด
นอกจากนี้ ไทยได้แจ้งให้สหรัฐทราบว่า ไทยสนใจที่จะเข้าร่วมการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) แม้ว่าจะมีการประกาศว่าจะไม่รับสมาชิกใหม่จนกว่าการเจรจากับ 12 ประเทศจะยุติ ขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) แจ้งว่าจะขอปัดฝุ่นการทำเอฟทีเอกับอาเซียนขึ้นมาใหม่จากที่หยุดมา 7 ปี
ขณะที่การผลักดันให้ไทยเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเส้นทางสายไหมใหม่ (One Belt One Road) ของจีน อภิรดี ยืนยันว่า ไทยพร้อมจะค้าขายกับทุกฝ่ายไม่ว่ากับจีนและสหรัฐ เพราะเรื่องการค้าไม่ใช่เรื่องการเมือง
อภิรดี ย้ำว่า ผู้ประกอบการไทย รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์เองจะหวังตัวช่วยไม่ได้ โดยต้องพัฒนาตัวเอง เพราะเมื่อเศรษฐกิจโลกดีขึ้น ไม่ใช่ว่าจะซื้อสินค้าไทยมากขึ้น ส่วนหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ คือ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเป็นนักธุรกิจที่ฉลาด กระทรวงพาณิชย์เหมือนกับการสร้างถนน ลดอุปสรรคทางการค้า และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเดินไปบนถนนที่สร้างไว้
“อย่าไปหวังตัวช่วยที่ไหน เราพัฒนาตัวเอง พัฒนาตัวสินค้า พัฒนากลุ่มลัสเตอร์ใหม่ๆ อย่าไปหวังตัวช่วยจากข้างนอกว่า เศรษฐกิจโลกดีขึ้นแล้วคนจะซื้อสินค้าเรามากขึ้น ถ้าเราไม่ช่วยตัวเอง แม้เศรษฐกิจโลกดีขึ้นก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะขายของได้ผู้ประกอบการก็ต้องกระฉับกระเฉง เอาตัวเองออกไปสู่ตลาดโลกให้ได้ ส่วนเรามุ่งพัฒนาเอสเอ็มอี พัฒนาระบบอีคอมเมิร์ซ เหมือนเอารถมาวิ่ง โดยเราจะสร้างถนนให้ เพื่อที่ว่าเราจะได้ลุยออกไปข้างหน้าด้วยกัน และต้องรู้จักว่าโลกจะไปทางไหนด้วย” อภิรดี ทิ้งท้าย







