posttoday
หุ้นแกว่งรอสัญญาณดอกเบี้ยเฟด

หุ้นแกว่งรอสัญญาณดอกเบี้ยเฟด

14 กันยายน 2558

โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ

โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ

ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มแกว่งรอสัญญาณการปรับขึ้นดอกเบี้ยจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ยังคงต่ำกว่า 50% แม้ตลาดแรงงานสหรัฐยังคงมีแนวโน้มขยายตัว แต่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ตลาดการเงินโลกยังคงเปราะบางและเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมาก

การขึ้นดอกเบี้ยจะยิ่งหนุนเงินเหรียญสหรัฐแข็ง กดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์และสร้างความผันผวนให้กับเศรษฐกิจและตลาดการเงิน โดยเฉพาะของตลาดเกิดใหม่ รวมถึงประเทศที่พึ่งพิงรายได้จากการส่งออกโภคภัณฑ์ เช่น กลุ่มโอเปกออสเตรเลีย บราซิล เป็นต้น นักเศรษฐศาสตร์สำคัญ นำโดยไอเอ็มเอฟจึงเรียกร้องให้เฟดประวิงเวลาการปรับขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ดีมีโอกาสสูงมากที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยก่อนสิ้นปีนี้ เฟดให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภายในมากกว่า เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐพึ่งการบริโภคภาคเอกชนสูงถึง 70% ของจีดีพีขณะที่การส่งออกเล็กกว่ามากๆ

สถิติระยะยาวบ่งชี้ว่า ก่อนและหลังเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก 3 เดือน การเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างรวดเร็วจะสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่อัตราดอกเบี้ยที่ไต่สูงขึ้น จะกระทบมูลค่าสินทรัพย์ต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนคงที่ เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่ผลลบถูกลดทอนลงเพราะกระแสเงินจากการดำเนินงานมีแนวโน้มดีขึ้นตามเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเหตุผลเบื้องหลังการขึ้นดอกเบี้ยดังนั้นราคาหุ้นจึงไต่กลับทะลุยอดเดิมได้ในระยะถัดไป

การปรับฐานของตลาดหุ้นหลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกไปแล้ว 1-2 เดือน จึงเป็นโอกาสเลือกเก็บสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่เผชิญแรงขายจากกระแสเงินทุนไหลออกย้อนกลับไปตั้งแต่อดีตประธานเฟดส่งสัญญาณลดคิวอี เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2556 ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นกว่า 3.6 แสนล้านบาท พูดได้ว่า “หัวน้ำและกลางน้ำ” น่าจะไหลออกไปแล้ว

ล่าสุด ผู้ลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นไทยรวมที่ถือผ่าน NVDR เหลือ 29.6% ของหุ้นที่เรียกชำระแล้ว ลดจากจุดสูงสุดในปี 2555 ที่ 36.2% และต่ำกว่าที่ 31.2% ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดหลังวิกฤตซับไพรม์ในปี 2552 ด้วยซ้ำ นอกเหนือจากแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยเฟด จีนและญี่ปุ่นทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งได้ช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

ขณะที่ภาวะน้ำมันล้นตลาด ยังคงกดดันราคาน้ำมันและหุ้นกลุ่มพลังงานต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มต้นน้ำ อย่าง PTTEP สัปดาห์ก่อนนักวิเคราะห์หลายค่าย รวมถึง EIA และ IEA ต่างทยอยปรับลดประมาณการราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปีนี้และปีหน้าในทางตรงข้าม น้ำมันถูกข้ามปีจะส่งผลดีต่อหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในสัดส่วนสูง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตหรือขนส่ง เช่น หุ้นกลุ่มสายการบิน ผู้ผลิตปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น

วกกลับมาดูปัจจัยภายในประเทศทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ทยอยออกมาตรการกระตุ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจที่แผ่วลง มาตรการระลอกแรกมูลค่า 1.36 แสนล้านบาท คิดเป็นราว 1% ของจีดีพี มุ่งเป้าเติมกำลังซื้อให้กลุ่ม “รากหญ้า” ภายใน 3 เดือน เพื่ออุดรายได้ที่หดตัว จากราคาพืชผลตกต่ำ และผลจากภัยแล้ง

มาตรการระลอก 2 มูลค่าอีกกว่า 1 แสนล้านบาท มุ่งเติมสภาพคล่องเพื่อช่วยเหลือกลุ่ม SMEs และคงจะมีตามมาอีกเป็นระลอก โดยเฉพาะเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ขยับรับข่าวไปแล้ว ได้แก่ หุ้นรับเหมาฯ ค้าปลีก สถาบันการเงิน อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น แนะดึงจังหวะซื้อช่วงย่อ

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในระยะสั้นยังคงขยายตัวไม่ถึง 3% อยู่ดี จากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน ด้านการเมืองยังคงมีเสถียรภาพ แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะตกไป ด้วยสูตร 6+4+6+4 หรือราว 20 เดือน ก่อนเลือกตั้งใหม่ราวกลางปี 2560 ทำให้มีความต่อเนื่องในการบริหารราชการและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยรวม หลังฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดที่ 1,292 จุด ดัชนี SET เริ่มชะลอตัวและแกว่งออกด้านข้าง รอสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยเฟด ซึ่งจะทำให้หุ้นผันผวน อย่างไรก็ดีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่น

การปรับฐานของตลาดหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกไปแล้ว 1-2 เดือน จึงเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่ถูกกดดันจากกระแสเงินทุนไหลออก

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ