
ตลาดยังซบ ฝรั่งสนไทย
FETCO เผยดัชนีเชื่อมั่น3 เดือนข้างหน้ายังซบเซา CLSA เผยกองทุนนอกลงยาว 3-5 ปีสนใจไทย
FETCO เผยดัชนีเชื่อมั่น3 เดือนข้างหน้ายังซบเซา CLSA เผยกองทุนนอกลงยาว 3-5 ปีสนใจไทย
นายคเณศ วังส์ไพจิตร ผู้อำนวยการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO NIDA Investor Sentiment Index) ประจำเดือน ก.ย. 2558 ว่า นักลงทุนคาดการณ์ดัชนีความเชื่อมั่นอีก 3 เดือนข้างหน้า (พ.ย.) ที่ 59.57 เพิ่มขึ้น 4.02% จากเดือนที่ผ่านมาที่ 57.27 เนื่องจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่กดดันจากความไม่แน่นอนในช่วงกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดยนักลงทุนทุกกลุ่มมองไปในทิศทางเดียวกันว่าตลาดปรับตัวลงอยู่ในเกณฑ์ซบเซา (Bearish) โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันต่างประเทศปรับตัวลดลงมากสุดถึง 36% มาอยู่ที่ 40 ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 15 เดือน แตะระดับซบเซาอย่างมาก (Extremely Bearish)
ขณะที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายบุคคลเพิ่มขึ้นมากสุดอยู่ที่ 63.60 หรือปรับเพิ่มขึ้น 8.27% หมวดอุตสาหกรรมที่น่าลงทุนมากที่สุด คือ หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ขณะที่หมวดอุตสาหกรรมที่ไม่น่าลงทุนมากที่สุด คือ หมวดอุตสาหกรรมเหล็ก
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติขณะนี้จะมี 2 ประเภท คือ ต่างชาติที่เห็นโอกาสจากหุ้นที่ลดลงและยังเชื่อมั่นว่าการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนและอัตราเงินปันผลที่ยังดี โดยหุ้นไทยดีเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดอื่นๆ ก็จะเข้ามาลงทุนและอีกกลุ่มเป็นนักลงทุนที่ลงทุนยาว 3-5 ปี ส่วนต่างชาติที่ขายหุ้นออก เพราะผู้ถือหน่วยมีการไถ่ถอนเงินจึงปรับพอร์ตจากตลาดเกิดใหม่
“เมื่อวันที่ 10 ก.ย. BlackRock ซึ่งเป็นกองทุนที่มีมูลค่า AUM สูงที่สุดในโลก เดินทางมาไทยเพื่อให้ บล.ซี แอล เอส เอ จัดไปพบกับหน่วยงานภาครัฐรับทราบภาพรวมเศรษฐกิจและเข้าพบบริษัทจดทะเบียนประมาณ 12 บริษัท ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ กลางและเล็กที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี” นายปริญญ์ กล่าว
สำหรับการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยและน่าหนุนให้หุ้นไปถึง 1,450-1,500 จุด แต่ถ้าปรับขึ้นดอกเบี้ยหุ้นจะลงไป 1,300 จุดอีกครั้ง
นายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา กรรมการผู้จัดการกลุ่มจัดการกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บัวหลวง กล่าวว่า นักลงทุนเข้าใจตลาดมากขึ้นเห็นได้จากเหตุระเบิดพบนักลงทุนเข้ามาซื้อกองทุนหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) กว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งทุกคนเห็นว่าในวิกฤตมีโอกาส







