
ขยับจีดีพีรับทีมศก. ปีหน้าโตพรวด4.5%
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้คงอ่วมอรทัย ป้อแป้ ไปไหนไม่รอด ล่าสุดศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจหลังการปรับเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของรัฐบาล โดยคาดว่าปีนี้จะขยายตัวได้ 3.1% ต่ำกว่าการคาดการณ์ปี 2558 เดิมที่ประเมินไว้ว่าน่าจะขยายตัวได้ 3.2% แต่ก็ดีกว่าตัวเลขเดิม 2.5-2.9% ซึ่งประเมินก่อนมีนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และการอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจผ่านกองทุนหมู่บ้านรวม 1.3 แสนล้านบาทออกมา
การขยับตัวเลขเศรษฐกิจถือว่ามีความหมาย เพราะจีดีพีประเทศนั้นขยับแค่ 0.1% มีผลต่อเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยกว่า 5 หมื่นล้านบาท
ดังนั้น การปรับลดจาก 3.2% เหลือ 3.1% แต่ก็มากกว่าเดิมที่คาดว่าจะต่ำเตี้ยติดดิน 2.5-2.9% นั้น ถือว่ามีผลทางจิตวิทยาต่อการทำงานของรัฐบาลอย่างมาก เพราะนั่นหมายถึงจะมีเม็ดเงินในระบบเพิ่มขึ้นจำนวนไม่น้อย จากเดิมที่ถดถอยหนัก
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์ฯ ให้เหตุผลว่า เม็ดเงิน 1.3 แสนล้านบาทที่อัดฉีดเข้าไปนั้น คาดว่าจะลงสู่ระบบได้ภายในเดือน ต.ค. และหมุนได้ 1 รอบเป็น 2.6 แสนล้านบาท จึงประเมินว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4 จะเติบโต 4% ทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีน่าจะเติบโตได้ 3.1%
อย่างไรก็ตาม หากเม็ดเงินที่รัฐบาลลงทุนลงไปในระบบช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ อาจทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตต่ำกว่า 3% หรือเติบโตเหลือ 2.8% ได้เช่นกัน
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ในปีนี้ ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่า ภาคการส่งออกยังคงติดลบ 4.8% จากเดิมที่คาดว่าขยายตัว 0.4% เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวโดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน อัตราเงินเฟ้อทั้งปีติดลบ 0.6% จากเดิมคาดว่าขยายตัว 0.5% จำนวนนักท่องเที่ยว 29 ล้านคน จากเดิมคาดว่า 28.2 ล้านคน และรายได้จากการท่องเที่ยว 1.4 ล้านล้านบาท จากเดิมคาดว่า 1.3 ล้านล้านบาท
ธนวรรธน์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือภาวะเศรษฐกิจในปี 2559 ซึ่งศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินไว้ว่าจะเติบโตถึง 4.5% เป็นผลจากเศรษฐกิจไทยเริ่มกลับมาฟื้นตัวในไตรมาสแรก และเห็นเด่นชัดในไตรมาส 2 เนื่องจากจะมีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในระบบเศรษฐกิจปีหน้าเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุน 4จี 1 แสนล้านบาท การลงทุนระบบโลจิสติกส์ 2 แสนล้านบาท และการลงทุนผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมถึงการลงทุนของภาคเอกชนอีก 2 แสนล้านบาท
ขณะเดียวกัน รายได้จากการส่งออกจะเพิ่มมากขึ้น 5.3% เป็นผลจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเฉลี่ยในกรอบ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ เป็นผลดีต่อการส่งออกไทย ประกอบกับการส่งออกในปีนี้ฐานต่ำ ทำให้ปีหน้าจึงขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก
ขณะที่ระดับราคาน้ำมันดิบตลาดโลกคาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่วนอัตราเงินเฟ้อในปีหน้าคาดว่าอยู่ในกรอบ 1.4% ถือว่าทรงตัวต่ำตามระดับราคาน้ำมันดิบตลาดโลก แต่ราคาขายปลีกน้ำมันดิบในประเทศอาจปรับตัวเพิ่มขึ้น 1-2 บาท เพราะราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นจากราคาเฉลี่ยปีนี้ที่คาดว่าอยู่ที่ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวคาดว่าอยู่ที่ 1.55 ล้านล้านบาท จำนวนนักท่องเที่ยว 31.35 ล้านคน
สำหรับตัวเลขรายได้ภาคเกษตรกรรมปี 2559 คาดว่าเติบโต 3-5% ปรับตัวดีขึ้นจากราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นตามภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จากปีนี้ที่คาดว่ารายได้ภาคเกษตรกรรมติดลบ 8-10%
นอกจากนี้ ตัวเลขที่น่าจะบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนไทย คือ ผลการสำรวจดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอี โดยประเมินว่าจีดีพีเอสเอ็มอีในไตรมาส 4 จะเพิ่มขึ้น 2.8% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 1.6% ส่วนดัชนีสุขภาพของธุรกิจเอสเอ็มอีในช่วงไตรมาส 3 อยู่ที่ 45.6 ลดลงจากไตรมาส 2 อยู่ที่ 47.2 และคาดว่าไตรมาส 4 จะเริ่มดีขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 45.8
ธนวรรธน์มั่นใจว่ามาตรการช่วยเหลือที่ประกาศออกมา ถือว่าทำได้ถูกจุดและตรงเวลาสำหรับเอสเอ็มอีในขณะนี้ เพราะหากไม่มีอะไรออกมา ผู้ประกอบการอาจต้องปิดกิจการในช่วงปลายปีนี้เนื่องจากแบกรับภาระได้เพียง 3-6 เดือนเท่านั้น
ตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่มีการประเมินในทิศทางดีขึ้น จึงถือเป็นการต้อนรับทีมเศรษฐกิจรัฐบาลชุดใหม่ที่นำทีมโดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ภายใต้แรงกดดันว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ตรงใจแค่ไหน







