posttoday
BMCL-BTSคว้างาน

BMCL-BTSคว้างาน

11 กันยายน 2558

รฟม.ไฟเขียว BMCL เดินรถเตาปูน-บางซื่อ BTS ได้งาน กทม. หนุนหุ้นนักลงทุนแห่เล่น

รฟม.ไฟเขียว BMCL เดินรถเตาปูน-บางซื่อ BTS ได้งาน กทม. หนุนหุ้นนักลงทุนแห่เล่น

หุ้นไทยสุดยอดติดลบแค่ 0.13 จุด หลังถูกถล่มขายตั้งแต่เปิดตลาดจนจมดิ่ง 11.9 จุด ขณะที่ตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่รูดลงแรง 1-2% หลังตลาดคาดว่าการประชุมเฟดเดือน ก.ย.น่าจะมีมติปรับขึ้นดอกเบี้ย  นักลงทุนต่างชาติที่ขายวันละพันล้านบาทมาอย่างต่อเนื่องเริ่มกลับมาซื้อวันแรกจำนวน 824 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันไทยซื้อด้วย 1,114 ล้านบาท ดัชนียังคงเคลื่อนไหวบริเวณ 1,396 จุด

สาเหตุที่ตลาดหุ้นเด้งขึ้นในช่วงบ่ายเกิดจากนักลงทุนสนใจหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่งผลให้ราคาหุ้นธนาคารพาณิชย์กลับมาปิดบวกได้ รวมถึงวัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้างและหุ้นขนส่ง เพราะมีความคืบหน้าในการดำเนินโครงการต่างๆ

ล่าสุด พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ รฟม. เมื่อวันที่ 9 ก.ย. มีมติเห็นชอบผลการเจรจางานเดินรถ 1 สถานี ช่วงเตาปูน-บางซื่อ กับบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) แล้ว โดยจะเสนอให้กระทรวงคมนาคมรับทราบและเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติการลงนามสัญญาว่าจ้างต่อไป ทั้งนี้ รฟม.จะว่าจ้าง BMCL เดินรถเป็นระยะเวลา 1 ปี ค่าจ้าง 52 ล้านบาท และตกลงค่าลงทุนติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณต่างๆ ที่วงเงิน 693 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง (BTS) ก็มีข่าวเรื่องภายในเดือน ก.ย.นี้ จะเซ็นสัญญากับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในการว่าจ้างเดินรถรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายทั้งสองด้าน คือ ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต หลังจาก รฟม.จะมีการโอนโครงการดังกล่าวให้ กทม.เป็นผู้ดำเนินการแทน ซึ่งข่าวดีนี้ส่งผลให้ราคาหุ้น BTS  ปิดที่ 9.95 บาท เพิ่มขึ้น 0.15 บาท หรือ 1.53% มูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 587 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม บล.ทรีนีตี้ ออกบทวิเคราะห์ฯ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น BTS  แต่มองว่าการที่ BTS จะเป็นผู้ชนะเดินรถไฟฟ้าสีเขียวเข้มทั้งสองไม่ใช่ประเด็นใหม่ เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว โดยประเมินมูลค่าพื้นฐานของทั้งสองเส้นรวมระยะทาง 31.2 กม. ไว้ที่ 1.32 บาท/หุ้น และยังมีมุมมองเชิงบวกต่อบัตร Rabbit

นอกจากนั้น ยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2559-2560 ไว้ที่ 2,800 ล้านบาท และ 2,700 ล้านบาท ตามลำดับ แม้มองว่าทิศทางผลการดำเนินงานมีโอกาสปรับตัวลดลงจากแรงกดดันจากธุรกิจ
สื่อโฆษณาและอสังหาริมทรัพย์ แต่จะได้แรงชดเชยจากธุรกิจเดินรถไฟฟ้าจากเส้นปัจจุบันที่คาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้น โดยประเมินเงินปันผลปี 2558/2559 ไว้ที่ 0.67 บาท/หุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทน  6.8% พร้อมให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 11.85 บาท

นักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศ ไทย) ให้น้ำหนักการลงทุนปกติสำหรับหุ้นรับเหมาเพราะจะต้องรอเวลาอีกสักพัก คาดว่าจะมีงานประมูลก่อนสิ้นปีนี้ เช่น โครงการรถไฟทางคู่ 2 เส้นทาง  โครงการรถไฟฟ้าสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี มูลค่า 9 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ดี ทางฝ่ายชอบหุ้นบริษัท ช.การช่าง (CK) มากสุดในแง่ที่มีแหล่งรายได้ที่สม่ำเสมอในรูปส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลจากเงินลงทุนในธุรกิจสัมปทาน-น้ำประปา-ทางด่วน-รถไฟฟ้า และโรงไฟฟ้า ซึ่งเข้ามาปีละ 1,100-1,200 ล้านบาท ขณะที่มีศักยภาพในธุรกิจก่อสร้างไม่แพ้รายอื่น

แนวโน้มงานประมูลที่ดีจะผลักดันมูลค่างานเซ็นใหม่ของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นชัดเจนในปีหน้า ทางฝ่ายคาดว่างานเซ็นใหม่ของบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) และ CK จะเพิ่มเป็น  5 หมื่นล้านบาท และ 5 หมื่นล้านบาท ในปี 2559 จาก 2 หมื่นล้านบาท และ 3 หมื่นล้านบาทในปี 2558 แต่งานเซ็นใหม่ในปี 2556-2557 ที่ลดลง ทำให้รายได้ปี 2558 ของ STEC และ CK ลดลง 8% และทรงตัวจากปีก่อน ก่อนที่เพิ่มขึ้น 5% และ 7% ในปีหน้าเมื่อมีงานใหม่เข้ามารับรู้รายได้มากขึ้น

สำหรับการบริหารอัตรากำไรขั้นหรือ Margin ยังทำได้ง่าย ราคาวัสดุก่อสร้างหลักยังอ่อนลง ทางฝ่ายยังเชื่อว่าในช่วงต้นของวงจรขาขึ้นของกิจกรรมการก่อสร้าง ราคาวัสดุก่อสร้างยังไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมาก ทำให้คาดว่า Margin จะมีแนวโน้มดีขึ้นในปี 2559 ดังนั้นกำไรปกติปี 2559 ของ STEC และ CK จะเพิ่ม 8% และ 88% จาก ติดลบ 16% และ ติดลบ15% ในปี 2558 ทั้งนี้กำไรปกติของ CK ที่เติบโตมากในปี 2559 นอกจากจะมาจากการเติบโตของธุรกิจรับเหมาแล้ว ยังมาจากการรับรู้กำไรจากธุรกิจลงทุนมากขึ้น จากก่อนการรวมกิจการ CK รับรู้ผลตอบแทน BMCL ตามส่วนแบ่งกำไรและรับรู้บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ หรือ BECL ตามวิธีเงินลงทุน รับรู้เฉพาะเงินปันผล ดังนั้นหลังการรวมกิจการ CK จะรับรู้ผลตอบแทนจากบริษัทใหม่ด้วยวิธีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งจะรับรู้กำไรในส่วนธุรกิจ BECL ได้มากกว่าเดิม (เดิมรับเฉพาะเงินปันผล มาเป็นรับรู้ตามส่วนแบ่งกำไร)

ก่อนหน้านี้ นักลงทุนเคยผิดหวังช่วงต้นปี 2558 คาดว่างานภาครัฐจะออกมาประมูลมากแต่งานล่าช้า งานเซ็นใหม่ของผู้ประกอบการรายใหญ่ค่อนข้างซบเซา ดังนั้นมูลค่างานเซ็นใหม่สะสมล่าสุด  CK ทำได้เพียง 3,600 ล้านบาท  จากปีก่อนที่ได้ 7,500 ล้านบาท และส่วน STEC เซ็นได้ 6,400 ล้านบาท จากปีก่อนที่ 1.83 หมื่นล้านบาท

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล