
BMCL-BTSคว้างาน
รฟม.ไฟเขียว BMCL เดินรถเตาปูน-บางซื่อ BTS ได้งาน กทม. หนุนหุ้นนักลงทุนแห่เล่น
รฟม.ไฟเขียว BMCL เดินรถเตาปูน-บางซื่อ BTS ได้งาน กทม. หนุนหุ้นนักลงทุนแห่เล่น
หุ้นไทยสุดยอดติดลบแค่ 0.13 จุด หลังถูกถล่มขายตั้งแต่เปิดตลาดจนจมดิ่ง 11.9 จุด ขณะที่ตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่รูดลงแรง 1-2% หลังตลาดคาดว่าการประชุมเฟดเดือน ก.ย.น่าจะมีมติปรับขึ้นดอกเบี้ย นักลงทุนต่างชาติที่ขายวันละพันล้านบาทมาอย่างต่อเนื่องเริ่มกลับมาซื้อวันแรกจำนวน 824 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันไทยซื้อด้วย 1,114 ล้านบาท ดัชนียังคงเคลื่อนไหวบริเวณ 1,396 จุด
สาเหตุที่ตลาดหุ้นเด้งขึ้นในช่วงบ่ายเกิดจากนักลงทุนสนใจหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่งผลให้ราคาหุ้นธนาคารพาณิชย์กลับมาปิดบวกได้ รวมถึงวัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้างและหุ้นขนส่ง เพราะมีความคืบหน้าในการดำเนินโครงการต่างๆ
ล่าสุด พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ รฟม. เมื่อวันที่ 9 ก.ย. มีมติเห็นชอบผลการเจรจางานเดินรถ 1 สถานี ช่วงเตาปูน-บางซื่อ กับบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) แล้ว โดยจะเสนอให้กระทรวงคมนาคมรับทราบและเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติการลงนามสัญญาว่าจ้างต่อไป ทั้งนี้ รฟม.จะว่าจ้าง BMCL เดินรถเป็นระยะเวลา 1 ปี ค่าจ้าง 52 ล้านบาท และตกลงค่าลงทุนติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณต่างๆ ที่วงเงิน 693 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง (BTS) ก็มีข่าวเรื่องภายในเดือน ก.ย.นี้ จะเซ็นสัญญากับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในการว่าจ้างเดินรถรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายทั้งสองด้าน คือ ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต หลังจาก รฟม.จะมีการโอนโครงการดังกล่าวให้ กทม.เป็นผู้ดำเนินการแทน ซึ่งข่าวดีนี้ส่งผลให้ราคาหุ้น BTS ปิดที่ 9.95 บาท เพิ่มขึ้น 0.15 บาท หรือ 1.53% มูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 587 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม บล.ทรีนีตี้ ออกบทวิเคราะห์ฯ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น BTS แต่มองว่าการที่ BTS จะเป็นผู้ชนะเดินรถไฟฟ้าสีเขียวเข้มทั้งสองไม่ใช่ประเด็นใหม่ เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว โดยประเมินมูลค่าพื้นฐานของทั้งสองเส้นรวมระยะทาง 31.2 กม. ไว้ที่ 1.32 บาท/หุ้น และยังมีมุมมองเชิงบวกต่อบัตร Rabbit
นอกจากนั้น ยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2559-2560 ไว้ที่ 2,800 ล้านบาท และ 2,700 ล้านบาท ตามลำดับ แม้มองว่าทิศทางผลการดำเนินงานมีโอกาสปรับตัวลดลงจากแรงกดดันจากธุรกิจ
สื่อโฆษณาและอสังหาริมทรัพย์ แต่จะได้แรงชดเชยจากธุรกิจเดินรถไฟฟ้าจากเส้นปัจจุบันที่คาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้น โดยประเมินเงินปันผลปี 2558/2559 ไว้ที่ 0.67 บาท/หุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 6.8% พร้อมให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 11.85 บาท
นักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศ ไทย) ให้น้ำหนักการลงทุนปกติสำหรับหุ้นรับเหมาเพราะจะต้องรอเวลาอีกสักพัก คาดว่าจะมีงานประมูลก่อนสิ้นปีนี้ เช่น โครงการรถไฟทางคู่ 2 เส้นทาง โครงการรถไฟฟ้าสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี มูลค่า 9 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ดี ทางฝ่ายชอบหุ้นบริษัท ช.การช่าง (CK) มากสุดในแง่ที่มีแหล่งรายได้ที่สม่ำเสมอในรูปส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลจากเงินลงทุนในธุรกิจสัมปทาน-น้ำประปา-ทางด่วน-รถไฟฟ้า และโรงไฟฟ้า ซึ่งเข้ามาปีละ 1,100-1,200 ล้านบาท ขณะที่มีศักยภาพในธุรกิจก่อสร้างไม่แพ้รายอื่น
แนวโน้มงานประมูลที่ดีจะผลักดันมูลค่างานเซ็นใหม่ของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นชัดเจนในปีหน้า ทางฝ่ายคาดว่างานเซ็นใหม่ของบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) และ CK จะเพิ่มเป็น 5 หมื่นล้านบาท และ 5 หมื่นล้านบาท ในปี 2559 จาก 2 หมื่นล้านบาท และ 3 หมื่นล้านบาทในปี 2558 แต่งานเซ็นใหม่ในปี 2556-2557 ที่ลดลง ทำให้รายได้ปี 2558 ของ STEC และ CK ลดลง 8% และทรงตัวจากปีก่อน ก่อนที่เพิ่มขึ้น 5% และ 7% ในปีหน้าเมื่อมีงานใหม่เข้ามารับรู้รายได้มากขึ้น
สำหรับการบริหารอัตรากำไรขั้นหรือ Margin ยังทำได้ง่าย ราคาวัสดุก่อสร้างหลักยังอ่อนลง ทางฝ่ายยังเชื่อว่าในช่วงต้นของวงจรขาขึ้นของกิจกรรมการก่อสร้าง ราคาวัสดุก่อสร้างยังไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมาก ทำให้คาดว่า Margin จะมีแนวโน้มดีขึ้นในปี 2559 ดังนั้นกำไรปกติปี 2559 ของ STEC และ CK จะเพิ่ม 8% และ 88% จาก ติดลบ 16% และ ติดลบ15% ในปี 2558 ทั้งนี้กำไรปกติของ CK ที่เติบโตมากในปี 2559 นอกจากจะมาจากการเติบโตของธุรกิจรับเหมาแล้ว ยังมาจากการรับรู้กำไรจากธุรกิจลงทุนมากขึ้น จากก่อนการรวมกิจการ CK รับรู้ผลตอบแทน BMCL ตามส่วนแบ่งกำไรและรับรู้บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ หรือ BECL ตามวิธีเงินลงทุน รับรู้เฉพาะเงินปันผล ดังนั้นหลังการรวมกิจการ CK จะรับรู้ผลตอบแทนจากบริษัทใหม่ด้วยวิธีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งจะรับรู้กำไรในส่วนธุรกิจ BECL ได้มากกว่าเดิม (เดิมรับเฉพาะเงินปันผล มาเป็นรับรู้ตามส่วนแบ่งกำไร)
ก่อนหน้านี้ นักลงทุนเคยผิดหวังช่วงต้นปี 2558 คาดว่างานภาครัฐจะออกมาประมูลมากแต่งานล่าช้า งานเซ็นใหม่ของผู้ประกอบการรายใหญ่ค่อนข้างซบเซา ดังนั้นมูลค่างานเซ็นใหม่สะสมล่าสุด CK ทำได้เพียง 3,600 ล้านบาท จากปีก่อนที่ได้ 7,500 ล้านบาท และส่วน STEC เซ็นได้ 6,400 ล้านบาท จากปีก่อนที่ 1.83 หมื่นล้านบาท







