
หวังแสนล้านยืดชีวิตเอสเอ็มอี
มาตรการอัดฉีดเงิน 2 แสนล้านต่อลมหายใจเอสเอ็มอีไทยสำรวจพบปัญหาเพียบ
มาตรการอัดฉีดเงิน 2 แสนล้านต่อลมหายใจเอสเอ็มอีไทยสำรวจพบปัญหาเพียบ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีของรัฐบาลที่เพิ่มสภาพคล่องอีก 2 แสนล้านบาท แบ่งเป็นให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้แก่สถาบันการเงินเพื่อปล่อยกู้เอสเอ็มอีวงเงิน 1 แสนล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยต่ำและให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อแก่เอสเอ็มอีอีก 1 แสนล้านบาท เป็นการดำเนินนโยบายที่ตรงจุดและจะช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน
สำหรับผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 1,450 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 20 ส.ค.-5 ก.ย. 2558 ซึ่งเป็นการสำรวจก่อนที่ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่จะมีนโยบายช่วยเหลือเอสเอ็มอีออกมาอย่างชัดเจน ภาวะธุรกิจเอสเอ็มอีไตรมาส 3/2558 พบว่า ส่วนใหญ่ 63% ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ โดยปัญหาหลักคือขาดสภาพคล่องทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ยอดขายและรายได้หดตัวอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนโดยมีสัดส่วน 38.3% ตอบว่าเคยขอกู้เงินและในจำนวนนี้ 71.9% ไม่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งหากไม่ได้รับความช่วยเหลือโดยด่วนก็จะส่งผลให้ธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนมากต้องปลดคนงานหรือไม่ก็ต้องปิดกิจการลง
ทั้งนี้ จากปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้นทำให้เอสเอ็มอีเริ่มปลดคนงานในช่วงครึ่งปีแรกเฉลี่ย 12.2% ของพนักงานทั้งหมด และมีแผนจะปลดคนงานในช่วงครึ่งปีหลัง 6.8% ของพนักงานทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่ยังไม่มีแผนล้มเลิกกิจการและสามารถประคองธุรกิจได้อีก 6 เดือน
“การช่วยเหลือเอสเอ็มอีของรัฐบาลขณะนี้ ถือว่าทำออกมาได้ถูกจุดและตรงเวลา ทำให้คาดว่าจีดีพีเอสเอ็มอีดีขึ้นในไตรมาส 4 หากไม่มีการช่วยเหลือเอสเอ็มอีไทยอาจต้องปิดกิจการในช่วงปลายปีนี้ เพราะแบกรับภาระได้เพียง 3-6 เดือนเท่านั้น” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความสามารถการทำธุรกิจไตรมาส 3/2558 อยู่ที่ระดับ 51.6 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2 จุดเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และคาดว่าในไตรมาส 4 จะปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 52.3 จุด ส่วนดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอยู่ในระดับ 49.3 ลดลง 0.5 จุด และคาดว่าไตรมาส 4 อยู่ที่ 49.4 จุด ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง เพราะยังไม่ถึง 50 จุด







