posttoday
ผ่าเทรนด์อุตฯอาหาร บุกอาเซียนแบบมี 'นวัตกรรม'

ผ่าเทรนด์อุตฯอาหาร บุกอาเซียนแบบมี 'นวัตกรรม'

11 กันยายน 2558

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

อุตสาหกรรมอาหารถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่ง และเป็นอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง ผู้ที่จะบุกอาเซียนจึงต้องมีสินค้าแบบ “ไม่ธรรมดา” มามัดใจลูกค้า

“โพสต์ทูเดย์” ลงพื้นที่สำรวจงานฟู้ดส์ อินกรีเดียนท์ เอเชีย 2015 โดยพูดคุยกับผู้ประกอบการของทั้งบริษัทไทยแท้ บริษัทสัญชาติอาเซียน และบริษัทที่มาจากนอกอาเซียน ถึงทิศทางการขยายธุรกิจอาหารบุกตลาดอาเซียนของแต่ละบริษัท สิ่งที่พบคือหลายบริษัทมีทิศทางคล้ายคลึงกัน

อาเน แฟรงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเอเค ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากน้ำมันพืชสัญชาติสวีเดน เล่าว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากถึง 650 ล้านคน หลายประเทศ เช่น ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม มีผู้ผลิตอาหาร อาหารแปรรูป และอาหารเพื่อการส่งออกจำนวนมาก อาเซียนจึงถือเป็นเป้าหมายหนึ่งที่สำคัญในการขยายธุรกิจ

ทั้งนี้ เอเอเคเลือกผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่เหมาะสมกับอาเซียนมาวางจำหน่าย เนื่องจากหลายประเทศในอาเซียนมีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น ผลิตภัณฑ์ไขมันบางอย่างเสียหรือขึ้นไขได้เร็ว เอเอเคจึงเลือกเจาะตลาดผู้ผลิตช็อกโกแลตนำเสนอส่วนผสมอาหารที่ทำให้ช็อกโกแลตคงรักษาสภาพสีคงเดิมได้ แม้จะอยู่ในสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อน

ปราโมทย์ โชติกสถิตย์ ผู้ช่วยผู้จัดการ บริษัท โอโว่ ฟู้ดเทค บอกว่า ธุรกิจอาหารในปัจจุบันมีการแข่งขันสูงขึ้นมาก สินค้าหลายประเภทเก็บไว้ได้ไม่นาน ผลตอบแทนก็ค่อนข้างต่ำ หากผู้ประกอบการต้องการที่จะแข่งขันได้ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) มากขึ้น

“นี่เป็นยุคที่ผู้ประกอบการต้องหนีการแข่งขัน เข้าสู่ยุควิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ใช่ยังคงพึ่งพาแรงงานเหมือนเดิม ต้องหานวัตกรรมใหม่ๆ ให้สินค้าของตัวเอง”

ทั้งนี้ เจ้าของบริษัทของเขาซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์ไข่ภายใต้บริษัท เอส.ดับบลิว.ฟู้ดเทค อยู่แล้ว จึงได้จัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา ดำเนินการศึกษาวิจัยสินค้า 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มไบโอแคลเซียมและโปร
คอลลาเจนจากเปลือกไข่ เนื่องจากคนยุคปัจจุบันหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การสกัดแร่ธาตุจากเปลือกไข่แล้วนำไปผสมกับอาหารอื่น ร่างกายมนุษย์จะสามารถซึมซับได้เร็วกว่า และช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้น

2.กลุ่มไขมันจากไข่ เป็นการนำไขมันจากไข่ไปทำผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยผลิตภัณฑ์บางประเภทมีคุณสมบัติเทียบเท่าคุณสมบัติจากนมแม่ ดีกว่านมวัว 3.กลุ่มสารสกัด และ 4.กลุ่มสินค้าที่เก็บได้นาน เช่น โยเกิร์ตจากไข่

เบื้องต้นบริษัทจะดำเนินการผลิตสินค้ากลุ่มแรกสำหรับวางจำหน่ายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 ภายใต้กำลังผลิตวันละ 2 ตัน ปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตอาหารจากทั้งสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ให้ความสนใจแล้ว คาดว่าในอนาคตจะมีสัดส่วนยอดขายในประเทศ 80% ต่างประเทศ 20%

วิจัย วิสุทธิไกรสีห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีเอฟซีเอ วิเคราะห์ว่า ปัจจุบันขีดความสามารถการแข่งขันด้านแรงงานของไทยหายไป การรวบรวมเทคโนโลยีมาประยุกต์ให้แก่ผลิตภัณฑ์อาหารประเภทต่างๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็น

ทั้งนี้ สินค้ากลุ่มฟังก์ชันนัลฟู้ดจะเป็นกุญแจหลักของอุตสาหกรรมอาหารยุคปัจจุบัน เนื่องจากรายได้ของคนมากขึ้น ผู้คนต้องการมีอายุยืนยาวมากขึ้น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคก็มีแนวโน้มดีขึ้นในระยะยาว เชื่อว่าสินค้าฟังก์ชันนัลฟู้ดที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการยุคใหม่นี้ได้ จะกลายเป็นที่นิยมของประชาชน

ปัจจุบันบริษัทพยายามสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยให้บริษัท ฟู้ด อินกรีเดียนท์ เทคโนโลยี ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำเข้าส่วนผสมอาหารจากประเทศต่างๆ มาจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการไทย เพื่อให้มีขีดความสามารถการแข่งขันสูงขึ้น

วันเพ็ญ ศิลาวานิชยกุล ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจส่วนผสมอาหาร บริษัท ดีพีโอ (ไทยแลนด์) ผู้จัดจำหน่ายส่วนผสมอาหาร เปิดเผยว่า บริษัทแม่ที่มาเลเซียให้ความสำคัญกับตลาดในอาเซียน โดยเฉพาะในไทย เนื่องจากมองว่าอุตสาหกรรมอาหารของไทยเติบโตไปไกลกว่าประเทศอื่น กฎหมายชัดเจน โอกาสการส่งออกค่อนข้างดี รวมถึงบริษัทข้ามชาติหลายบริษัทก็มีฐานการผลิตหรือมีสำนักงานในไทย

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนจะขยายธุรกิจในไทยอย่างต่อเนื่อง จากเดิมให้บริการในไทย 2 ประเภทธุรกิจ ก็จะขยายมาให้บริการเป็น 3 ประเภทธุรกิจเหมือนที่สำนักงานใหญ่ และเชื่อว่ายอดรายได้ในไทยระยะยาวจะยังเติบโตต่อเนื่องปีละมากกว่า 10%

สำหรับบริษัท ดีพีโอ มีสำนักงานขายอยู่ทั้งสิ้น 20 แห่ง และโกดังอีก 25 แห่ง กระจายอยู่ทั่วเอเชีย ในอาเซียนมีทั้งที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ของไทย กัวลาลัมเปอร์ โจโฮบารู และปีนังของมาเลเซีย จาการ์ตา เมดาน และสุราบายาของอินโดนีเซีย มะนิลา เซบู อิโลอิโล และดาวาโอของฟิลิปปินส์

ณัฐกานต์ ศรฤทธิ์ชิงชัย เจ้าหน้าที่บริหารงานขายเฉพาะทาง บริษัท จีเอ็นที สิงคโปร์ เล่าว่า บริษัท จีเอ็นที มีเจ้าของเป็นชาวเยอรมัน แต่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เนเธอร์แลนด์ และมีสำนักงานดูแลประเทศต่างๆ ในเอเชียอยู่ที่สิงคโปร์ ปัจจุบันบริษัทมองว่าอุตสาหกรรมอาหารมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น ส่วนผสมต่างๆ จำเป็นต้องปลอดภัย

“ขณะนี้แนวโน้มในยุโรปใส่ใจเรื่องสุขภาพมาก บางประเทศมีกฎหมายกำกับเกี่ยวกับเรื่องส่วนผสมอาหารบางประเภทโดยเฉพาะ ในเอเชียก็อาจมีแนวโน้มดังกล่าวเช่นกัน”

ทั้งนี้ บริษัทจึงพยายามขยายตลาดสีผสมอาหารจากธรรมชาติ ซึ่งมีความปลอดภัยกว่าสีผสมอาหารทั่วไปที่ใช้อยู่ในอุตสาหกรรมอาหารของอาเซียนและเอเชีย บางประเทศก็ให้ความสนใจเรื่องดังกล่าวมากขึ้น เช่น เวียดนาม

สำหรับไทยยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนควบคุมเรื่องการใช้สีผสมอาหาร บริษัทจะค่อยๆ สร้างความตระหนัก และทำให้ผู้บริโภคเห็นความสำคัญของการรับประทานอาหารจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้สีผสมอาหารที่ปลอดภัย

เมื่อไทยคาดหวังจะเป็นครัวโลก เป็นผู้ผลิตอาหารชั้นนำของอาเซียน การใส่ใจเรื่องนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่สินค้าของตัวเอง จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากใครตามเทรนด์ดังกล่าวสำเร็จ โอกาสเติบโตย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท