
ชัยวัฒน์การันตี ฟื้น ‘ไอแบงก์’ ได้ใน 6 เดือน
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงษ์
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงษ์
ครบรอบ 1 ปีที่ “ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์” ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาเป็นประธานกรรมการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) โดยมีภารกิจสำคัญเข้ามาฟื้นฟูธนาคารที่กำลังมีปัญหาจากการไร้คนคัดท้ายเรือที่กำลังรั่ว จากปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มสูงขึ้น
“ผมมั่นใจว่าจากนี้อีก 6 เดือน หรือภายในไตรมาสแรก ปี 2559 แผนการฟื้นฟูกิจการไอแบงก์จะเสร็จสมบูรณ์ และไอแบงก์จะกลับมาเป็นสถาบันทางการเงินชั้นนำอีกครั้ง” ชัยวัฒน์เชื่อมั่นประสบการณ์ที่เป็นนายแบงก์มากว่า 40 ปี และผ่านการทำงานกับสถาบันการเงินมากว่า 10 แห่ง
สำหรับแนวทางการฟื้นฟูกิจการของไอแบงก์ ชัยวัฒน์เสนอแนวทางจัดการแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งมีการแยกสินทรัพย์ดีและสินทรัพย์เสียออกจากกัน โดยหนี้เสียราว 4 หมื่นล้านบาท จะจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (เอเอ็มซี) มาบริหาร โดยยืนยันว่าจะติดตามหนี้เสียทุกเม็ด จะไม่ยอมที่จะใช้วิธีตัดหนี้ (แฮร์คัต) เด็ดขาด
ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ส่วนของหนี้ดีจะหาพันธมิตรใหม่เข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งขณะนี้มีธนาคารชั้นนำจากต่างประเทศหลายรายสนใจเข้ามาร่วมทุนด้วย ซึ่งอาจจะใช้วิธีการประมูลก็ได้ โดยคัดเลือกพันธมิตรที่ให้ข้อเสนอที่ดีที่สุดและสามารถผลักดันให้ไอแบงก์ขยายการทำธุรกิจไปต่างประเทศได้เหมือนธนาคารอิสลามชั้นนำอื่นๆ โดยผู้ร่วมทุนพร้อมที่จะลงทุนและนำเทคโนโลยีทันสมัย เพื่อให้ธนาคารสามารถแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์อื่นได้ รวมถึงเป็นจุดเชื่อมโยงธุรกิจฮาลาล ซึ่งพันธมิตรไม่จำเป็นต้องได้ราคาที่ดีที่สุดก็ได้ แต่ส่วนใหญ่พันธมิตรต่างๆ จะต้องเข้ามาถือหุ้นมากกว่า 50% เพราะต้องการอำนาจในการเข้ามาบริหารงาน รวมถึงจะต้องมีการล้างการขาดทุนสะสม 2 หมื่นล้านบาท การแก้ไขกฎหมายรองรับสามารถดำเนินธุรกิจตามหลักชารีอะห์ให้สามารถแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ได้
“ขณะนี้มีพันธมิตรหลายรายแสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในไอแบงก์ ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ ยุโรป และตะวันออกกลาง ทั้งกลุ่มธุรกิจพลังงานและสถาบันการเงิน” ชัยวัฒน์ กล่าว
ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ธนาคารมีคุณค่ามากทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น มีใบอนุญาตการประกอบธุรกิจธนาคารตามหลักศาสนาอิสลาม มีมูลค่าด้านโอกาสการทำธุรกิจ มีเครือข่ายสาขา และมีฐานธุรกิจที่สามารถเชื่อมโยงในเออีซี อีกทั้งรัฐบาลไทยพร้อมให้การสนับสนุนและสามารถที่จะมาลงทุนด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย และมูลค่าที่สำคัญมากที่ไม่สามารถตีราคาได้คือคุณค่าทางจิตใจของชาวมุสลิมและที่เป็นฐานลูกค้าไอแบงก์มากว่า 11 ปี ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลไม่สามารถตีราคาได้
ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตลอด 1 ปีที่เข้ามา แผนฟื้นฟูกิจการสามารถประคับประคองเสถียรภาพ โดยรักษาฐานเงินฝากให้อยู่ที่ระดับ 1 แสนบาทได้ และคงสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ที่ระดับ 95-97 รวมทั้งธนาคารได้บริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จากเดือน มี.ค. 2558 อยู่ที่ 52% หรือ 55,230 ล้านบาท โดยในเดือน ก.ค. 2558 ลดลงเหลือ 48,292 ล้านบาท คิดเป็น 47% และมั่นใจว่าจะลดเอ็นพีแอลเหลือ 2 หมื่นล้านบาท ได้ตามเป้าหมาย
ในช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค. 2558 ได้มีการพิจารณาอนุมัติการปรับโครงสร้างหนี้ 94 ราย คิดเป็นเงินต้น 2.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าการแก้ไขเอ็นพีแอลมาถูกทาง ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้และการรื้อโครงสร้าง การบริหารงาน กระบวนการอนุมัติสินเชื่อใหม่ ส่งผลให้ที่ผ่านมาธนาคารมีสถานะที่ดีขึ้น
ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาไอแบงก์ได้แก้ไขปัญหาตามโจทย์ของซูเปอร์บอร์ด คือ ไอแบงก์จะต้องเป็นสถาบันการเงินที่ถูกต้องตามหลักชารีอะห์เพื่อให้บริการกับมุสลิม เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ปรับปรุงความมั่นคงแข็งแกร่งและความมีเสถียรภาพขององค์กรเพื่อไม่ให้กลับไปประสบปัญหาเหมือนเดิม มีการบริหารจัดการองค์กรอย่างเป็นมืออาชีพให้ดำเนินการสอบสวนหาผู้ที่ทำให้ธนาคารเสียหายในมิติต่างๆ และมารับผิดชอบความเสียหายนั้นๆ ดูแลบริหารทรัพยากร และใช้งบประมาณในการฟื้นฟูธนาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำถามว่าถ้าในกรอบกำหนด 6 เดือนไม่สามารถที่จะหาพันธมิตรได้นั้น หรือแผนฟื้นฟูไม่สำเร็จ อนาคตไอแบงก์จะเป็นอย่างไร ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไอแบงก์ก็แค่ลดขนาดลง แต่คงไม่ถึงกับต้องปิดกิจการ แต่เสียดายโอกาสที่ไอแบงก์จะเป็นธนาคารชั้นนำของประเทศได้ เพราะคิดว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว







