
ภงด.94 ภาษีเงินได้ครึ่งปี (ตอน 2)
สัปดาห์ที่แล้วเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและประเภทเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5)-(8) แห่งประมวลรัษฎากร สัปดาห์นี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการคิดคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) มีวิธีการคิดคำนวณอย่างไร
สัปดาห์ที่แล้วเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและประเภทเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5)-(8) แห่งประมวลรัษฎากร สัปดาห์นี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการคิดคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) มีวิธีการคิดคำนวณอย่างไร
วิธีการคิดคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) มี 2 วิธี ดังนี้
l วิธีที่ 1 คำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิ ผู้ที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5)–(8) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องนำเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่เดือน ม.ค. ถึงเดือน มิ.ย. มารวมคำนวณยื่นแบบเสียภาษี ให้หักออกด้วยค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ แล้วนำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้จำนวนภาษีต้องชำระ ทั้งนี้ เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี การคำนวณภาษีวิธีนี้ จะมีภาษีต้องชำระก็ต่อเมื่อมีเงินได้สุทธิเกินกว่า 150,000 บาทขึ้นไป
เงินได้สุทธิที่เกินกว่า 150,000 บาท แต่ไม่เกิน 300,000 บาท เสียภาษีอัตราร้อยละ 5 เงินได้สุทธิที่เกินกว่า 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 500,000 บาท เสียภาษีอัตราร้อยละ 10 เงินได้สุทธิที่เกินกว่า 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 750,000 บาท เสียภาษีอัตราร้อยละ 15 เงินได้สุทธิที่เกินกว่า 750,000 บาท แต่ไม่เกิน 1,000,000 บาท เสียภาษีอัตราร้อยละ 20 เงินได้สุทธิที่เกินกว่า 1,000,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท เสียภาษีอัตราร้อยละ 25 เงินได้สุทธิที่เกินกว่า 2,000,000 บาท แต่ไม่เกิน 4,000,000 บาท เสียภาษีอัตราร้อยละ 30 และเงินได้สุทธิที่เกินกว่า 4,000,000 บาทขึ้นไป เสียภาษีอัตราร้อยละ 35
l วิธีที่ 2 คำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมิน ผู้ที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5)-(8) แห่งประมวลรัษฎากร เกินกว่า 60,000 บาทขึ้นไป ให้นำเงินได้พึงประเมิน (ยังไม่หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน) ไปคำนวณภาษีในอัตราร้อยละ 0.50 จะได้จำนวนภาษีที่ต้องชำระ หากมีภาษีต้องชำระไม่เกิน 5,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษีวิธีนี้ แต่ยังคงต้องนำเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5)-(8) ไปคำนวณภาษีตามวิธีที่ 1 ซึ่งอาจจะมีภาษีต้องชำระหรือไม่ก็ได้
*** กฎหมายกำหนดให้ผู้มีเงินได้พึงประเมินนำเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2)-(8) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องคำนวณภาษีเงินได้ทั้งวิธีที่ 1 และ 2 และเปรียบเทียบจำนวนภาษีต้องชำระทั้งสองวิธี วิธีใดมีจำนวนภาษีต้องชำระมากกว่า ก็ให้เสียภาษีตามวิธีนั้น กรณีมีเงินได้พึงประเมินประเภทเงินเดือน ค่าจ้างตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร อย่างเดียว ให้คำนวณภาษีวิธีที่ 1 วิธีเดียว
l การหักค่าใช้จ่าย เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5)-(8) แห่งประมวลรัษฎากร กฎหมายให้สิทธิผู้เสียภาษีเลือกหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาในอัตราร้อยละที่กฎหมายกำหนด หรือเลือกหักค่าใช้จ่ายจริงโดยนำการหักรายจ่ายตามมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ที่บังคับใช้กับบริษัท ฯลฯ มาอนุโลมใช้ สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) บางรายการที่กฎหมายไม่ได้ระบุให้เลือกหักค่าใช้จ่ายเหมาไว้ในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรฉบับที่ 11 ต้องหักค่าใช้จ่ายจริงเท่านั้น
พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 11 กำหนดอัตราหักเป็นการเหมาไว้แตกต่างกันหลายอัตราสำหรับเงินได้แต่ละรายการ กรณีเลือกหักค่าใช้จ่ายจริง ต้องมีหลักฐานประกอบการหักรายจ่ายและเป็นรายจ่ายที่กฎหมายให้หักได้ ในแต่ละปีภาษี ผู้เสียภาษีมีสิทธิเลือกหักเหมาหรือหักจริงก็ได้ ขึ้นอยู่กับผู้เสียภาษีจะเลือกใช้วิธีใด เช่น ประกอบกิจการซื้อมาขายไป ปีภาษีที่ผ่านมาเคยหักค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 80 ของเงินได้พึงประเมิน แต่ปีภาษีนี้มีหลักฐานค่าใช้จ่ายในกิจการสูงถึงร้อยละ 90 ก็สามารถเลือกที่จะหักค่าใช้จ่ายจริงได้
สัปดาห์หน้าเป็นเรื่องค่าลดหย่อนที่นำมาใช้ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี สวัสดีครับ







