posttoday
มหาวิปโยคของไทย (ตอนที่ 3)

มหาวิปโยคของไทย (ตอนที่ 3)

09 กันยายน 2558

โดย...กิตติชัย เตชะงามเลิศ

โดย...กิตติชัย เตชะงามเลิศ

บทความที่แล้วผมจบไว้ที่ควรเปรียบเทียบสังคมไทยกับสิงคโปร์และญี่ปุ่น บทความนี้เรามาพูดกันที่เรื่องความจำเป็นที่สังคมไทยต้องปรับตัว เราต้องมีการปลูกฝังสำนึกแห่งการอยู่ร่วมกันที่สังคมไทยยังขาดสิ่งนี้อยู่ เราควรนำหลักสูตรศีลธรรมที่ถูกถอดออกไปจากระบบการเรียนการสอนในปัจจุบัน (ผมอยากรู้จริงๆ ว่าผู้มีอำนาจท่านใดที่ถอนวิชาดังกล่าวออกไป) แล้วนำเรื่องสำนึกแห่งการอยู่ร่วมกันบรรจุเข้าไปในหลักสูตรดังกล่าว เพื่อให้เจเนอเรชั่นใหม่ของคนไทยจะโตด้วยจิตสำนึกดังกล่าว แล้วสังคมไทยก็จะอยู่ร่วมกันโดยสันติ

เวลาที่ผมไปเที่ยวญี่ปุ่น บนรถไฟฟ้าหรือกระทั่งรถไฟ ผมไม่เคยเห็นคนญี่ปุ่นคุยกันหรือใช้โทรศัพท์คุยเลย เห็นมีแต่นั่งหรือยืนอ่านหนังสือพิมพ์ หรือใช้งานนันวอยซ์ของโทรศัพท์มือถือเท่านั้น เพราะว่าคนญี่ปุ่นจะรู้สึกไม่สุภาพที่จะทำพฤติกรรมดังกล่าว

แต่ปัจจุบันไม่รู้ว่าวัฒนธรรมไทยมีแรงผลักดันสูงหรือกระไร ผมเริ่มเห็นคนญี่ปุ่นที่อยู่เมืองไทยคุยกันบนรถไฟฟ้าบีทีเอสหลายๆ คนอยู่เหมือนกัน หรือเข้าเมืองตาหลิ่วก็เลยหลิ่วตาตาม

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว คนไทยก็เจอภัยครั้งยิ่งใหญ่ในรอบ 50 ปี ในปี 2554 ซึ่งน้ำท่วมตั้งแต่ปลายปี 2554 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2555 ส่งผลกระทบต่อราษฎรไทยกว่า 12.8 ล้านคน สร้างความเสียหายสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท ซึ่งถูกจัดเป็นภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกเลยทีเดียว

น้ำท่วมครั้งนั้นครอบคลุมพื้นที่กว่า 150 ล้านไร่ ใน 65 จังหวัด 684 อำเภอ มีผู้เสียชีวิต 813 ราย หายสาบสูญ 3 ราย อุตสาหกรรมหลายๆ แห่งต้องหยุดการผลิต เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตเสียหายมาก กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ ที่รับออร์เดอร์ส่งออกไว้ ก็ไม่สามารถส่งออกของให้กับลูกค้าได้ ทำให้เสียเครดิต เสียชื่อเสียง ขาดความเชื่อถือจากลูกค้า ทำให้ลูกค้าหลายรายต้องหันไปสั่งสินค้าดังกล่าวจากประเทศที่ส่งออกที่เป็นคู่แข่งกับเราแทน นอกจากเสียออร์เดอร์ไป ยังทำให้บางรายถึงกับเสียลูกค้าไปเลยก็มี

นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจประกันภัยและประกันภัยต่อที่รับประกันภัย โดยสัญญาควบรวมภัยจากน้ำท่วมด้วย ก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าเคลมกันแทบไม่ไหว บริษัทประกันภัยโชคดีหน่อย เพราะว่าส่วนใหญ่จะส่งต่อประกันดังกล่าวให้กับบริษัทรับประกันภัยต่อ ตัวเองจึงมีภาระที่จะต้องจ่ายเคลมค่าความเสียหายไม่มาก กระนั้นทำให้บริษัทประกันภัยทุกบริษัทประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องกัน 1-2 ปี แต่บริษัทประกันภัยต่อของไทยที่มีเพียงบริษัทเดียวก็ประสบปัญหาดังกล่าว ขนาดที่ว่าถ้าไม่เพิ่มทุนให้บริษัทประกันภัยจากต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนก็คงล้มละลายไปแล้ว

ธุรกิจที่ทำมาหลายสิบปีแทบจะจบลงจากอุทกภัยครั้งเดียว ในช่วงนั้นราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทประกันภัยตกลงมามาก อย่างที่หลายๆ คนชอบพูดกันว่า “วิกฤตคือโอกาส” ทำให้นักลงทุนใจกล้าที่ตัดสินใจซื้อหุ้นบริษัทประกันภัยในช่วงนั้นได้รับผลตอบแทนที่งดงามในช่วงเวลาลงทุนเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น หลายๆ ตัวที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า 100% เลยทีเดียว

นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเป็นนักลงทุนที่เป็นชาวสวน (ตลาด) หรือที่เรียกกันว่า Contrarian ถ้าคุณวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง ทำการบ้านมาอย่างดี คุณจะพบว่าการขาดทุนจากภัยน้ำท่วมครั้งนั้นเป็นภัยร้ายครั้งเดียว และส่งผลกระทบต่อบริษัทประกันภัยไม่มากนัก เมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่ตกลงมาจนเกินความเป็นจริง กลับกลายเป็นว่าวิกฤตกลับเป็นการสร้างเนื้อสร้างตัวให้กับนักลงทุนที่ทำการบ้านมาอย่างดี

เห็นอย่างนี้แล้ว ท่านนักลงทุนทั้งหลายน่าจะกลับมาทำการบ้านให้มากขึ้น เลิกใช้วิธีลงทุนแบบประเภท “เขาบอกว่าเดี๋ยวเจ้าจะเข้าหุ้นตัวนั้นตัวนี้” กันเสียที นักลงทุนบางท่านก็ลงทุนในกลุ่มกระเบื้องปูพื้นและยางมะตอย เพราะเก็งว่าจะต้องนำมาใช้ซ่อมแซมบ้านและถนนหนทาง โดยเฉพาะตัวหลังนี้สร้างผลตอบแทนได้มหัศจรรย์จริงๆ ยิ่งถ้าถือยาวมาจนถึงปัจจุบัน ผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ 600% ภายในเวลาประมาณ 4 ปีเท่านั้น ในช่วงที่เกิดน้ำท่วมใหญ่คราวนั้น

อีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง คือ อุตสาหกรรมรถยนต์ ทำให้รัฐบาลในสมัยนั้นมีความคิดที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ โดยออกมาตรการรถคันแรก ทำให้ยอดขายรถยนต์ปีนั้นสูงขึ้นมาอย่างมาก อุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นเอสเอ็มอีที่ทำหน้าที่ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ทั้งที่เป็น TIER 1 และ TIER 2 รวมถึงสินค้าส่วนที่เป็นกลางน้ำ ปลายน้ำ ต่างก็ขยายกำลังการผลิต มีการสั่งเครื่องจักรใหม่ๆ เข้ามาเพื่อรองรับออร์เดอร์จากผู้ผลิตรถยนต์ทั้งหลายที่เร่งรีบผลิตกันอย่างเต็มที่ มีการทำงานเต็ม 3 กะ เพื่อเร่งการผลิตให้สามารถส่งมอบรถยนต์ให้ลูกค้าให้เร็วที่สุด

กระนั้นก็ตาม ลูกค้าที่สั่งจองรถยนต์ยังต้องรอรถยนต์ที่สั่งจองไว้นาน 3-8 เดือน แล้วแต่ยี่ห้อและรุ่นของรถยนต์ อุตสาหกรรมรถยนต์ก็เริงร่าปรีดากับนโยบายนี้ของรัฐบาล รัฐบาลก็ได้หน้า แต่หารู้ไม่ว่าจะสร้างปัญหาอันใหญ่หลวงแก่อุตสาหกรรมรถยนต์ในเวลาต่อมา เนื้อที่หมดแล้ว อ่านต่อตอนต่อไปในบทความหน้ากันครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท