
หุ้นกลุ่มแบงก์เริ่มถูก
ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารในปีนี้ปรับลงถึง 22% ตั้งแต่สิ้นปีที่ผ่านมาถึงวันศุกร์ที่แล้ว (4 ก.ย.) เป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของตลาด รองจากกลุ่มเกษตร ซึ่งปรับลง 23% ในขณะที่ SET index ปรับลง 8% แม้ว่าความน่าสนใจของกลุ่มธนาคารในปีนี้จะหายไปตาม Earnings growth story ที่ไม่มี แต่เราเห็นว่าความน่าสนใจของกลุ่มธนาคารในขณะนี้คือราคาที่ “เริ่มถูก” เพราะปัจจุบันซื้อขายที่ PBV เฉลี่ยเพียง 1.2 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ที่ 1.6 เท่า และต่ำกว่า (discount) ดัชนี MSCI ex Japan กลุ่มการเงินถึง 16% ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยที่เคย discount อยู่ 6%
ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารในปีนี้ปรับลงถึง 22% ตั้งแต่สิ้นปีที่ผ่านมาถึงวันศุกร์ที่แล้ว (4 ก.ย.) เป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของตลาด รองจากกลุ่มเกษตร ซึ่งปรับลง 23% ในขณะที่ SET index ปรับลง 8% แม้ว่าความน่าสนใจของกลุ่มธนาคารในปีนี้จะหายไปตาม Earnings growth story ที่ไม่มี แต่เราเห็นว่าความน่าสนใจของกลุ่มธนาคารในขณะนี้คือราคาที่ “เริ่มถูก” เพราะปัจจุบันซื้อขายที่ PBV เฉลี่ยเพียง 1.2 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ที่ 1.6 เท่า และต่ำกว่า (discount) ดัชนี MSCI ex Japan กลุ่มการเงินถึง 16% ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยที่เคย discount อยู่ 6%
ราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารทั้งหมดในปีนี้ปรับลงทุกหลักทรัพย์ โดยมากที่สุด ได้แก่ BAY (-31%) รองลงมาเป็น SCB (-24%) KTB (-22%) KBANK (21%) LHBANK (-20%) TMB (-18%) CIMBT (-17%) BBL (-17%) KKP (-16%) TISCO (-8%) และ TCAP (-6%)
สังเกตว่า 3 ธนาคารหลังที่ปรับตัวลงน้อยที่สุดอยู่ในกลุ่มธุรกิจเช่าซื้อ (รถยนต์) เป็นเพราะราคาหุ้นปรับลงไปล่วงหน้าก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2557 ตามผลกำไรสุทธิที่หดตัวถึง 33% เพราะปัญหา NPL และภาระการตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่สูงในช่วงไตรมาส 4 ของปีก่อน สวนทางกำไรของธนาคารขนาดใหญ่อื่นๆ ในปี 2557 ที่ขยายตัวได้ 7%
สำหรับปี 2558 นักวิเคราะห์กลุ่มการเงินของเราคาดว่ากำไรของ 3 ธนาคารเช่าซื้อจะขยายตัวได้ 6% เป็นการเติบโตจากฐานต่ำในปีก่อน ในขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่น่าจะมีกำไรลดลง 5% ลดลงเป็นปีแรกนับตั้งแต่เกิดวิกฤตซับไพรม์
ด้วยเหตุที่กำไรและราคาหุ้นของกลุ่มธนาคารเช่าซื้อผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้วในปี 2557 เราจึงเลือก TISCO เป็นหนึ่งในหุ้นเด่นในกลุ่มธนาคาร เพราะที่ราคาหุ้นปัจจุบันให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล 5% (เราคาดว่าจะจ่ายเงินปันผล 2.10 บาท/หุ้น จ่ายปีละ 1 ครั้ง)
ส่วนผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังปีนี้มีแนวโน้มดีขึ้นจากครึ่งปีแรกจากการตั้งสำรองฯ ที่ลดลง และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นตามต้นทุนทางการเงินที่ลดลงต่อเนื่อง สำหรับกรณี SSI UK (SSI ถือหุ้น 100%) TISCO ได้ตั้งสำรองฯ เพิ่มเป็น 58% ของมูลหนี้แล้วในไตรมาส 2/2558 ที่ผ่านมา ส่วนที่เหลือมีหลักประกันเต็มจำนวน
สำหรับแนวโน้มกำไรของกลุ่มธนาคาร โดยรวมในไตรมาส 3/2558 น่าจะชะลอตัวลงเหลือ 4.7-4.8 หมื่นล้านบาท ลดลง 2-5% จากไตรมาสก่อน และลดลง 10% จากไตรมาส 3 ของปีก่อน จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่จะได้รับผลกระทบเต็มไตรมาสจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง (ขาเดียว) ในช่วงปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งคาดว่าจะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Net interest margin) ลดลงประมาณ 0.15% ขณะเดียวกันการตั้งสำรองฯ คาดว่ายังอยู่ในระดับสูงเท่ากับหรือสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่มี Credit cost เฉลี่ย 1.3%
สำหรับคุณภาพหนี้ยังมีความเสี่ยง แต่ธนาคารได้เพิ่มนโยบายตั้งสำรองฯ รองรับแล้ว โดย NPL ในช่วงครึ่งปีแรกปรับเพิ่มขึ้น 11% จากสิ้นปีก่อน ทำให้ NPL Ratio สูงขึ้นเป็น 3.08% ของสินเชื่อรวม การเพิ่มขึ้นของ NPL ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มลูกค้า SME และรายย่อย แต่ในส่วนของกลุ่มลูกค้าธุรกิจ (Corporate) ทรงตัว สิ่งที่ทำให้เราสบายใจคือ NPL ที่เกิดขึ้นใหม่ในไตรมาส 2/2558 ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มสินเชื่อ SME ยังไม่ลามมาถึง Corporate ส่วนสินเชื่อในชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention Loan : SML) ลดลง 4.3% จากไตรมาสแรก ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี โดยทุกธนาคารมี SML ลดลงยกเว้น KBANK ซึ่งเป็นที่มาของการตั้งสำรองฯ ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2/2558
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลวงเงินรวม 1.3 แสนล้านบาท เชื่อว่ายังไม่ส่งผลบวกต่อสินเชื่อของธนาคารมากนัก โดยเรายังคงคาดว่าสินเชื่อปี 2558 จะเติบโต 4% ใกล้เคียงปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราที่ชะลอตัวที่สุดตั้งแต่ปี 2553 หลังเกิดวิกฤตซับไพรม์ (7 เดือนแรกของปีนี้สินเชื่อเพิ่มขึ้นเพียง 1.8%) แต่คาดว่าแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมาในระยะถัดไปจะเริ่มส่งผลบวกต่อกลุ่มธนาคารในปีหน้าเป็นต้นไป ไม่ว่าจะเป็นมาตรการให้ความช่วยเหลือ SME และส่งออก (ผู้ได้ประโยชน์ KBANK BBL และ TMB) ส่วนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่น่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า ทำให้เราคาดว่าการเติบโตของสินเชื่อ ปี 2559 จะเร่งตัวขึ้นเป็น 6-8%
KBANK เป็นอีกหนึ่งหุ้นที่เราชอบ เพราะความสามารถในการทำกำไรดีที่สุดในกลุ่ม ด้วย ROE ที่ 15-16% สูงกว่ากลุ่มที่ 12-13% และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่สูงสุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีนโยบายที่ยืดหยุ่นสูงต่อในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เน้นการรักษาคุณภาพหนี้ซึ่งทำให้สามารถคุม NPL ได้ในระดับต่ำเพียง 2.2%







