posttoday
เศรษฐกิจชาวบ้าน (ตอนที่ 3)

เศรษฐกิจชาวบ้าน (ตอนที่ 3)

08 กันยายน 2558

ทุกคนเป็นนักธุรกิจได้ มีเรื่องนึงผมอยากจะเล่าให้ฟังคือ การล่มสลายของยุคอุตสาหกรรม Industrial Age ที่วันนี้การทำธุรกิจเปิดโรงงานเริ่มไม่ค่อยเวิร์ก ...สมัยก่อนใครเปิดโรงงานก็มักจะรวย เพราะผลิตสินค้าอะไรมาคนก็ซื้อหมด ...แต่วันนี้สินค้าเกินความต้องการของมนุษย์ ...สินค้าที่ขายไม่ได้ ก็คือ ขยะ

ทุกคนเป็นนักธุรกิจได้ มีเรื่องนึงผมอยากจะเล่าให้ฟังคือ การล่มสลายของยุคอุตสาหกรรม Industrial Age ที่วันนี้การทำธุรกิจเปิดโรงงานเริ่มไม่ค่อยเวิร์ก ...สมัยก่อนใครเปิดโรงงานก็มักจะรวย เพราะผลิตสินค้าอะไรมาคนก็ซื้อหมด ...แต่วันนี้สินค้าเกินความต้องการของมนุษย์ ...สินค้าที่ขายไม่ได้ ก็คือ ขยะ

เอ๊ะ!! แต่เดี๋ยวนะ ...ลองย้อนไปในยุคก่อนอุตสาหกรรม ก็คือ ยุคเกษตรกรรม ซึ่งหลักๆ เราเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ในยุคนั้นเราใช้เครื่องจักรในการทำงานน้อยมาก ส่วนใหญ่ใช้มือทั้งหมด ...ข้อเสีย ผลิตสินค้าได้น้อย การทำโต๊ะเก้าอี้แกะสลักบางครั้งใช้เวลาเป็นปี ในขณะที่โลกอุตสาหกรรม เขาใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ผลิตโต๊ะ เก้าอี้ IKEA ยุคใหม่ ให้คุณได้ใช้แล้ว

ข้อดี ...หลายคนก็สงสัยอีกว่า ถ้าผลิตได้ช้า มันมีข้อดีด้วยหรือ ...มีซิครับ ในโลกยุคเกษตรกรรม ส่วนใหญ่ Hand-Made ทำด้วยมือ ...คนเราก็จะเลือกวัสดุที่คงทนถาวร เช่น การทำโต๊ะเก้าอี้ สมัยโบราณก็จะเลือกไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ชิงชัน หรือไม้สักทอง มาทำ ...ดังนั้น โต๊ะเก้าอี้ที่ได้ ก็คือ “งานดี ที่ทำจากวัสดุดี ...สร้างขึ้นมาแล้ว เก็บได้ถึงลูก ถึงหลาน ...ยิ่งเก็บดี ราคายิ่งสูงขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้เราเรียกว่า Asset”

จะเห็นได้ว่า ต่างกับสินค้าที่ผลิตในโลกอุตสาหกรรมอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อใดที่เราใช้เครื่องจักร เราก็จะวิ่งเข้าไปหา Mindset ของการผลิตให้มาก ผลิตให้ถูกที่สุด เพื่อจะได้ขายให้เร็วที่สุด ...ก็ได้ผลผลิต คือ สินค้าขยะที่เราใช้กันอยู่ในยุคนี้

“ผมรู้ว่าวันนึงหลายๆ คนจะมองไปรอบๆ บ้านของตัวเอง แล้วอุทานว่า -- บ้าแล้ว!! ผมทำงานทั้งชีวิตเพื่อซื้อขยะเหล่านี้เก็บไว้ในบ้านหรือนี่ ...ทำไมผมถึงทำตัวเหมือนคนเก็บขยะ -- ไม่สิ คนเก็บขยะฉลาดกว่าผม เพราะคนเก็บขยะเขาเลือกเอาของที่ไม่น่าจะเป็นขยะแยกเอาไว้ แล้วไปขายได้ ...แต่ของทุกชิ้นในบ้านผม ที่ทำงานอย่างหนัก สะสมมาทั้งชีวิต มันก็คือขยะดีๆ นี่เอง”

ที่ผมเล่ามาคือ “เรื่องจริงครับ” ...คุณไม่ผิดหรอก เพราะเราเกิดในโลกของ Industrial Age ทุกอย่างที่ผลิตคืออะไรที่อำนวยความสะดวกในชีวิต เราทุกคนก็เลยเป็นนักสะสมขยะ ...ส่วนคนที่เขาเกิดมาก่อนเรา รุ่นปู่ย่าตายาย เขาเกิดมาใน Agriculture Age ยุคเกษตรกรรม ที่สินค้าส่วนใหญ่เป็น Asset ...ยุคนั้นเขาถึงรวย เพราะทุกคนทำงานแล้วซื้อ Asset เก็บไว้ในบ้าน พอตกทอดถึงลูกหลานก็คือการส่งต่อความมั่งคั่ง

โห!! ฟังแล้ว จิตตก ...แต่ไม่เป็นไร เพราะวันนี้ใกล้อวสานยุค Industrial Age กำลังเปลี่ยนผ่าน สู่ยุค Information Age ...ยุคข้อมูลข่าวสาร

ถูกต้อง!! สิ่งที่น่าสนใจกว่า คือ การมองไปข้างหน้า แล้วตอบคำถามให้ได้ว่า ในยุค Information Age ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วเราต้องทำตัวอย่างไรถึงจะดีที่สุด

1.ยุคนี้เราอยู่ท่ามกลาง Low Trust Society คือ คนไม่เชื่อใจกัน เพราะตลอดช่วงอายุที่ผ่านมา ทุกคนต่างผลิตขยะขายแข่งกัน ผลคือ คนจะเริ่มไม่ไว้วางใจกัน ...ดังนั้น ยุค Information Age จะเป็นยุคที่ต้องหันกลับมาสร้างความไว้ใจ สร้าง Trust ...จะเห็นได้ว่าหลายๆ คนพูดถึงยุค Information Age ว่าเป็นยุค Reputation Economy ...เป็นโลกที่มากกว่าเงิน คือ ชื่อเสียงและความไว้ใจ ...เพราะยุคนี้ชื่อเสียงและความไว้ใจสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้อย่างไม่จำกัด ...พูดง่ายๆ คือ ยุคนี้คนที่มี Trust และมีชื่อเสียงจะได้เปรียบที่สุด เพราะทำธุรกิจและหาเงินได้ง่ายกว่าคนไม่มี

2.สินค้าขยะ จะถูกแทนที่ด้วยสินค้ายุคใหม่ ที่สร้างมาเพื่อตอบโจทย์ตัวตนของลูกค้า ...เราหมายถึงสินค้าและบริการที่จะขายดีในยุค Information Age คือ สินค้าที่ตอบสนองเรื่อง Image ตอบสนองตัวตนของลูกค้า ...ตอบสนองมากกว่าแค่การบริโภคเฉยๆ ...ถ้าให้ฟันธงว่า สินค้าและบริการอะไรจะมาในยุคนี้ ผมฟันธงเลยว่า สินค้าที่คุณภาพดีและราคาค่อนข้างแพงจะมาแทนสินค้าทั่วๆ ไป ...โลก
ต่อไปจะไม่มีสินค้าที่ผลิตมาขายทุกคน เพราะไม่มีคำว่าทุกคนอีกต่อไป

3.เราเคยชินกับยุคอุตสาหกรรมที่เริ่มทำธุรกิจจากตั้งโรงงานแล้วผลิตสินค้า ...พูดง่ายๆ ว่าต้องลุ้นว่า สินค้าที่ผลิตออกมาจะขายได้หรือไม่ ...ถ้าขายไม่ได้ ก็ใช้โฆษณาทีวีอัดเข้าไป ล้างสมองลูกค้าเข้าไป เดี๋ยวก็ขายได้ เพราะทีวีในยุคอุตสาหกรรมมีพลังมาก แถมคนไม่มีทางเลือกในการเสพสื่อ ก็เลยดูทีวี ...แต่ยุคนี้มันไม่ใช่เลย ...วันนี้ลูกค้าเลือกเอง และที่ทุกคนเลือกชัดๆ ก็คือ “ทุกคนเลือกที่จะไม่ดูโฆษณา!!” ...ดูทำไม โดนหลอก โง่ตาย ...ดังนั้น แนวทางการผลิตก่อนขายจะค่อยๆ หมดไป แล้วถูกแทนด้วย Produce on Demand คือ ผลิตตามความต้องการ ...ก็คือ ลูกค้าสั่งสินค้าแล้วค่อยผลิต ...ลองไปดู Dell Computer เขาทำมานานแล้ว ..แต่จากนี้ไป ทั้งโลกต้องทำบ้าง

ใช่!! หลักการต่างๆ ของโลกยุคนี้ มันต่างจากยุคอุตสาหกรรมแบบหน้ามือหลังมือ ...ดังนั้น อย่าประมาท รีบทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมา แล้วลองปรับใช้กับงานและธุรกิจของคุณดูครับ

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี