posttoday
ไทยบริการฯ ล้มซื้อเมอร์คิว ตลาดบีบคุณสมบัติใหม่ 15 ต.ค.

ไทยบริการฯ ล้มซื้อเมอร์คิว ตลาดบีบคุณสมบัติใหม่ 15 ต.ค.

08 กันยายน 2558

ผู้ถือหุ้นไทยบริการอุตสาหกรรม และวิศวกรรม (T) แทบช็อก!!! ดีใจกับข่าวร่วมทุนซื้อโรงแรมเมอร์คิว 26 แห่ง ที่ประเทศอังกฤษ ไม่ทันไร ไม่ถึงสัปดาห์ด้วยซ้ำไป จู่ๆ ตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอให้บริษัทยื่นคุณสมบัติใหม่และต้องให้ตลาดอนุมัติคุณสมบัติใหม่ (Relisting) ก่อนที่ T จะทำรายการใดๆ ในการซื้อหุ้นบริษัท จูปิเตอร์ โฮเต็ลส์ โฮลดิ้งส์ (JHH) 100% ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมเมอร์คิว ในอังกฤษ 26 แห่ง มูลค่าทั้งสิ้นรวม 9,115.96 ล้านบาท หรือราว 163.75 ล้านปอนด์

ผู้ถือหุ้นไทยบริการอุตสาหกรรม และวิศวกรรม (T) แทบช็อก!!! ดีใจกับข่าวร่วมทุนซื้อโรงแรมเมอร์คิว 26 แห่ง ที่ประเทศอังกฤษ ไม่ทันไร ไม่ถึงสัปดาห์ด้วยซ้ำไป จู่ๆ ตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอให้บริษัทยื่นคุณสมบัติใหม่และต้องให้ตลาดอนุมัติคุณสมบัติใหม่ (Relisting) ก่อนที่ T จะทำรายการใดๆ ในการซื้อหุ้นบริษัท จูปิเตอร์ โฮเต็ลส์ โฮลดิ้งส์ (JHH) 100% ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมเมอร์คิว ในอังกฤษ 26 แห่ง มูลค่าทั้งสิ้นรวม 9,115.96 ล้านบาท หรือราว 163.75 ล้านปอนด์

ดีลนี้ตลาดมองว่า การลงทุนของ T มีขนาดรายการใหญ่เกินไป หรือเกิน 100% ของสินทรัพย์รวมของ T มองง่ายๆ ก็คือ ทำอะไรเกินฐานะ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ชอบ มองเป็นความเสี่ยง ฉะนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าซื้อหุ้น JHH มาแล้ว บริษัท T ยังมีดำรงสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ต่อไปได้ จะต้องยื่นคุณสมบัติใหม่ให้ตลาดอนุมัติ ก่อนวันที่ 15 ต.ค.นี้ ที่ T จะทำรายการซื้อหุ้น JHH

การยื่นขอให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ อนุมัติคุณสมบัติใหม่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับ T แต่ปัญหาติดอยู่ที่ระยะเวลาการพิจารณาของตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังจากยื่นต้องมีอย่างน้อยๆ 2 เดือน จากนี้ยังไงก็ไม่ทันวันที่ 15 ต.ค.

เมื่อรายการซื้อขายยังไม่เกิดขึ้น บริษัท T จะนำข้อมูลอะไรไปยื่น แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ซะอย่าง!!! ให้จัดทำงบเสมือน 3 ปีก่อนของ T กับ JHH  

คุณพระ!!! ถ้า T ทำได้ โค...ตรเก่ง เพราะ 3 ปีก่อน สภาพและฐานะ T ณ ขณะนั้นไม่เหมือนปีนี้ ผู้ถือหุ้นคนละกลุ่ม สุดท้ายก็ต้องปล่อยดีลซื้อโรงแรมเมอร์คิวไปอย่างน่าเสียดาย

สำคัญที่สุดจะพูดคุยอะไรกับตลาดต้องบันทึกเทปเป็นหลักทรัพย์ วันที่เข้าหารือขอคำปรึกษาพูดอย่าง วันทำจริงพูดอย่าง การอ้างผู้ใหญ่ไม่ยอมให้ทำ ฟังแล้วน่าเกียจไม่ใช่มืออาชีพ

ดีลนี้ หาก T และบริษัท ฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น (FICO) เพื่อนร่วมทุนผิดสัญญากับ JHH ซึ่งเป็นผู้ขายและเจ้าของหุ้น แน่นอนว่าต้องเสียค่าปรับ ยังไม่นับรวมค่าดำเนินการตรวจสอบกิจการ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมากมาย รวมๆ แล้วไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท ที่อยู่ดีๆ ก็ต้องควักกระเป๋าจ่าย เงิน 50 ล้านบาท ถือว่าไม่น้อยสำหรับบริษัทที่อยู่ระหว่างการทำร่างกายให้แข็งแรง การทำกำไรให้ได้ 10 ล้านบาท ก็ยากแล้ว และบริษัท ฟิโก้ฯ เอง อยู่ดีๆ ต้องมาจ่ายค่าปรับจากความผิดที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดให้

สำหรับ T จะยื่นคุณสมบัติใหม่ให้อนุมัติก่อน หรือหลังซื้อโรงแรมเมอร์คิวแล้วก็ตาม หากตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่อนุม้ติ ถือเป็นความเสี่ยงทั้งสิ้นกับ T บริษัทที่กำลังดิ้นรนหาทางเติบโต เพื่อให้กิจการฟื้นมีกำไรนำกลับมาปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอนาคต

ตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไม่ได้มองในจุดนี้ หรือมองในมุมการทำธุรกิจ แต่มองในมุมผู้กำกับ ผู้ใช้กฎบังคับที่เข้มข้น ไม่ได้มองการเติบโตของบริษัท การดิ้นเพื่อให้บริษัทอยู่รอด กลับมาเป็นบริษัทที่แข็งแรง

ถือเป็นเรื่องน่าเศร้า ที่ตลาดออกมาสกัดการโตในต่างแดนครั้งนี้

ดีลนี้ฟันธง!!! T ล้มดีลถอนตัวจากการร่วมทุนซื้อโรงแรมเมอร์คิว 26 แห่ง ในอังกฤษ และหาดีลใหม่ โรงแรมใหม่ที่มีขนาดเล็กลง ไม่ให้การซื้อเกินตัวเกินกำลัง

อย่างไรก็ตาม เมื่อ T เจอกฎเหล็กที่ไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจใหม่ คณะกรรมการบริษัทจึงมีการประชุมด่วนในเย็นวันที่ 7 ก.ย.นี้ เพื่อหาทางออกและวางแผน 2 ในการหาธุรกิจใหม่มารองรับ

แหล่งข่าวผู้ถือหุ้น T เปิดเผยว่า ผู้บริหาร T บินด่วนไปประเทศอังกฤษแล้วเมื่อต้นสัปดาห์นี้ เพื่อไปหาโอกาสลงทุนใหม่ๆ ซึ่งยังอยู่ในธุรกิจโรงแรมที่มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม เป็นการลงทุนเองทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีก

นโยบายหลักของผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ต้องการมากอบกู้บริษัท T ให้ดีขึ้น เห็นว่าธุรกิจก่อสร้างเหนื่อย แข่งขันสูง จึงมองหาการลงทุนที่หลากหลายขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงนำเงินทุนไปลงทุนธุรกิจที่มีกำไร เพื่อล้างขาดทุนสะสมเป็นเงินทุนหมุนเวียน

สำหรับธุรกิจที่อยู่ในความสนใจ นอกจากงานก่อสร้างที่ยังทำอยู่แล้ว ยังให้ความสนใจธุรกิจพลังงาน โรงแรม

“นโยบายหลักของ T คือ การซื้อธุรกิจที่มีผลกำไรดีเท่านั้น บริษัทต้องการกำไรเข้ามาต้องซื้อของดีๆ เข้ามาเลย ไม่ใช่เวลารอ ซึ่งการใช้เวลาสร้างใหม่ ทำให้บริษัทขาดทุนเรื่อยๆ” แหล่งข่าวเปิดเผย

นอกจากนี้ ตลาดสั่งให้ T ชี้แจงข้อมูลภายในวันที่ 9 ก.ย.นี้ คือ

1.ขอให้ T ชี้แจงขั้นตอนและการดําเนินการในการยื่นคําขอและเอกสาร เพื่อให้ตลาดพิจารณาคุณสมบัติรับหลักทรัพย์ใหม่และการรับทราบผลการพิจารณา การจัดประชุมผู้ถือหุ้น และการเข้าซื้อกิจการ โรงแรมว่ามีลําดับการดําเนินการอย่างไร พร้อมทั้งให้คณะกรรมการ (บอร์ด) T รับรองการยื่นคำขอให้ตลาดพิจารณาคุณสมบัติรับหลักทรัพย์ใหม่ ในการคงคุณสมบัติการเป็น บจ. รวมทั้งได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 5 ต.ค.นี้ ก่อนทำรายการซื้อโรงแรม

2.การประชุมบอร์ดและคณะกรรมการตรวจสอบ เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2558 ได้พิจารณาความเสี่ยง ความเสียหาย หรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับ T หรือไม่ อย่างไร กรณีเข้าลงทุนกิจการโรงแรมก่อนที่จะทราบผลการพิจารณาคุณสมบัติใหม่ และหากลงทุนแล้วอาจทำให้ไม่มีคุณสมบัติการเป็น บจ. จะทำอย่างไร เพื่อให้เป็น บจ.ต่อไป

3.เบื้องต้น T และผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ที่ปรึกษาทางการเงิน ที่ปรึกษากฎหมาย รวมถึงที่ปรึกษาของบริษัทได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วหรือไม่ว่ากิจการโรงแรมที่ T ลงทุน ยังคงทําให้ T มีคุณสมบัติใน
การเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนต่อไปด้วย

4.ให้ระบุวันที่ลงนามใน MOU และผู้อนุมัติการเข้าทํา MOU ระหว่างบริษัทกับฟิโก้ฯ และการอนุมัติดังกล่าวเป็นไปตามอํานาจอนุมัติหรือไม่ อย่างไร และให้บอร์ดเปิดเผยความเห็นแยกแต่ละคน รวมทั้งผู้อนุมัติได้พิจารณาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับ T กรณีต้องเข้าลงทุนกิจการโรงแรมในวันที่ 15 ต.ค. ก่อนตลาดอนุมัติคุณสมบัติการเป็นหลักทรัพย์ใหม่แล้วเสร็จหรือไม่ อย่างไร เนื่องจากหลักทรัพย์ใหม่อาจไม่มีคุณสมบัติที่จะจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้

ขณะนี้เทรนด์การออกไปลงทุนต่างประเทศของบริษัทจดทะเบียนมีมากขึ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ และหน่วยงานกำกับดูแลควรปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์และออกกฎกติกาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมิเช่นนั้นอาจจะทำให้ภาคเอกชนพลาดโอกาสในการลงทุนในสินทรัพย์ที่ดีในราคาไม่สูงนักและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ

ล่าสุด ชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ รองประธานฝ่ายกลยุทธ์และนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการทบทวนกลยุทธ์ทางธุรกิจและแผนการลงทุนระยะยาว 5 ปี เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการในเดือน ต.ค.นี้  ภายหลังจากพบความไม่แน่นอนต่างๆ ไม่ได้จำกัดเพียงแต่ประเทศไทยเหมือนในระยะหลายปีที่ผ่านๆ มา แต่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยุโรปอยู่ระหว่างการฟื้นตัว

ทั้งนี้ บริษัทอาจพิจารณาเพิ่มวงเงินลงทุนตามแผน 5 ปี เดิมที่ 5.2-5.6 หมื่นล้านบาท เพื่อให้บรรลุเป้าหมายแต่ละปีกำไรเติบโต15-20% จะมีโรงแรมเพิ่มเป็น 200 แห่ง จากปัจจุบัน 134 แห่ง และร้านอาหารเพิ่มเป็น 3,300 แห่ง จากปัจจุบัน 1,747 แห่ง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท