
เงินบาทสะเทือนหนัก จีนงัดคิวทีสู้ดอลลาร์
ประเด็นใหม่เกี่ยวกับค่าเงินในตลาดโลกที่นักวิเคราะห์กำลังจับตาอย่างใกล้ชิดเวลานี้ คือ การที่จีนเทขายทุนสำรองระหว่างประเทศราว 3.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 12.4 ล้านล้านบาท
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงศ์
ประเด็นใหม่เกี่ยวกับค่าเงินในตลาดโลกที่นักวิเคราะห์กำลังจับตาอย่างใกล้ชิดเวลานี้ คือ การที่จีนเทขายทุนสำรองระหว่างประเทศราว 3.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 12.4 ล้านล้านบาท เพื่อหยุดยั้งการดิ่งลงของค่าเงินหยวน รวมทั้งขายพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี อีกราว 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐในสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของจีนอย่างกะทันหัน โดยหันมาใช้นโยบายเข้มงวดทางการเงินมากขึ้นหรือที่เรียกว่าคิวที (Quantitative Tightening)
และจะทำให้เกิดการตีกลับ (Reverse) ของเงินเหรียญสหรัฐที่ท่วมโลกจากมาตรการคิวอีของสหรัฐ และน่าสนใจว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อไทยและนโยบายการเงินของไทยอย่างไร
อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า เริ่มเห็นธนาคารกลางต่างๆ ในเอเชียดำเนินนโยบายคิวทีตามจีนกันบ้างแล้ว เพื่อประคับประคองไม่ให้ค่าเงินอ่อนค่ามากเกินไป
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวจะทำนานเพียงใด มองได้ 2 กรณี กรณีแรก จีนหวังเพียงใช้เพื่อประคับประคองตลาดเงินระยะสั้นเพื่อให้เงินหยวนมีเสถียรภาพ ซึ่งจะทำให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) พิจารณานำเงินหยวนใส่ตะกร้าเงินทุนสำรอง
ส่วนกรณีที่ 2 ที่อาจเป็นความเสี่ยงของตลาดเงินระยะยาว คือ เป็นการจุดชนวนสงครามค่าเงิน เพราะการเทขายพันธบัตรสหรัฐจะส่งผลตอบแทนให้พันธบัตรสหรัฐสูงขึ้น ส่งผลต่อเนื่องต่อต้นทุน
กู้ยืมเงินที่จะสูงตามรวมทั้งอัตราเงินเฟ้อสูง แต่อาจทำให้สหรัฐตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด กรณีนี้ถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยที่ไม่สมเหตุสมผลกับการที่เศรษฐกิจสหรัฐยังฟื้นตัวไม่แข็งแรง อาจกดดันให้เศรษฐกิจสหรัฐกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง
“มีการตั้งสมมติฐานว่า หากเป็นเช่นนั้นสหรัฐอาจออกมาตรการคิวอี 4 ซึ่งจะสร้างความปั่นป่วนให้ตลาดโลกเพิ่มขึ้นอีกได้”
ด้าน ศิริ การเจริญดี อดีตผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เห็นว่า การที่จีนขายทุนสำรองฯ และพันธบัตรสหรัฐจำนวนมาก วัตถุประสงค์เพื่อแทรกแซงค่าเงินหยวนไม่ให้ดิ่งค่าลงเท่านั้น ไม่ใช่ใช้เป็นอาวุธตอบโต้สหรัฐหรือเพื่อกดดันให้ดอกเบี้ยสหรัฐสูงขึ้น เพราะถ้าทำเช่นนั้นเท่ากับจีนฆ่าตัวตายเพราะการทุ่มขายพันธบัตรสหรัฐจนทำให้ดอกเบี้ยสหรัฐสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเกิดภาวะชะงักงัน และกระทบต่อการส่งออกของจีนไปสหรัฐ
สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเล็กมากในตลาดเงินโลก ศิริ เห็นว่า จะได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายของประเทศในซีกโลก 2 ด้าน คือ หากค่าเงินหยวนของจีนอ่อนค่าลงมากก็กระทบต่อการค้าของไทย ส่วนผลกระทบจากนโยบายของสหรัฐคือการเคลื่อนย้ายของเงินทุน
“เวลาหยวนลดค่าเงิน 2% เงินบาทไทยจะกระทบมากกว่า อาจอ่อนค่าถึง 4% เพราะเป็นประเทศเล็กไม่สามารถสู้ประเทศใหญ่ได้”
ศิริ ระบุว่า สิ่งที่ทางการไทยทำได้ คือ ถ้าตลาดเงินโลกปั่นป่วน ค่าเงินหยวนอ่อนค่า ไทยก็อย่าไปฝืน ต้องปล่อยให้อ่อนค่าตาม จะมากหรือน้อยเท่านั้น ทำได้เพียงเท่านี้ เช่น เวลาหยวนอ่อนค่า 2% เงินบาทไทยอาจอ่อนค่ามาก เพราะเรามีตัวเลือกไม่มาก หรือหากสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยไทยจะฝืนด้วยการหันไปลดดอกเบี้ยก็ไม่ได้
“สิ่งที่ไทยทำได้คือจะตอบสนองสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินโลกอย่างไรให้ส่งกระทบต่อไทยน้อยที่สุด ไม่เช่นนั้นตลาดเงินไทยจะประสบปัญหาปั่นป่วน”ศิริ กล่าว
เช่นเดียวกับ กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ ที่เห็นว่าการขายสินทรัพย์ของจีนทั้งทุนสำรองฯ และพันธบัตรสหรัฐเป็นไปเพราะจีนต้องการพยุงค่าเงินหยวนและทุนสำรองฯ ของจีนที่หายไป 3-4 แสนล้านเหรียญสหรัฐนั้น บางส่วนเป็นเพราะมีการขายออกไป แต่บางส่วนเกิดจากการที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าเงิน 20% ทำให้เมื่อมีการตีค่าเหรียญสหรัฐจะทำให้ทุนสำรองหายไป
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่านักเศรษฐ ศาสตร์ส่วนใหญ่ยังเห็นว่ามาตรการคิวทีของจีนน่าจะเป็นเพียงมาตรการพยุงค่าเงินหยวนไม่ให้ดิ่งค่าลงมากนัก ไม่ใช่มาตรการตอบโต้หรือการทำสงครามค่าเงินกับสหรัฐ
แต่ไม่ว่าจีนจะนำคิวทีมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด แต่สำหรับไทยก็ต้องเตรียมรับกับปัญหาค่าเงินที่ผันผวนในตลาดโลกและอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั้งภาครัฐหรือภาคเอกชนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด







