
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านกองทุนหมู่บ้าน (เร็ว แรง ทันใจ)
โดย...ธัชพล กาญจนนุกูล
โดย...ธัชพล กาญจนนุกูล
สวัสดีครับแฟนๆ คอลัมน์กระปุกเศรษฐกิจทุกท่าน วันนี้ผมจะขอกล่าวถึงเรื่องที่มีการพูดถึงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมานั่นก็คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มาจากทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ หรือ มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 แนวทาง วงเงิน 1.36 แสนล้านบาท ได้แก่ 1) มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับหมู่บ้าน ผ่านกองทุนหมู่บ้านระดับ (เกรด) A และ B เพื่อปล่อยกู้ต่อกับสมาชิก 2) มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล โดยการจัดสรรเงินให้เปล่าตำบลละ 5 ล้านบาท เพื่อนำไปดำเนินโครงให้เกิดการจ้างงาน และ 3) มาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กทั่วประเทศ โดยการเร่งรัดการลงทุนขนาดเล็กวงเงินลงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท เพื่อให้เกิดการจ้างงานและส่งเสริมให้เกิดการลงทุนทั้งในส่วนกลางและต่างจังหวัด
ทั้ง 3 มาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย ทำให้ตำบลและหมู่บ้านเกิดการพัฒนาให้มีความเข้มแข็ง เกิดการผลิต การแปรรูป การทำสินค้าชุมชน การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว รวมไปถึงการพัฒนาในด้านสังคมและอาจเป็นจุดเริ่มต้นจนเกิดการต่อยอดโครงการต่างๆ ที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืนในอนาคต ซึ่งมาตรการของรัฐบาลในการอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจในระดับฐานรากและชุมชนนี้ ผมคิดว่าจะเป็นมาตรการที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว และที่สำคัญยังเป็นการกระตุ้นการบริโภค (Consumption) ของประเทศที่มีสัดส่วนสูงที่สุด อยู่ที่ร้อยละ 51.7 ของ GDP ให้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวน่าจะมีส่วนช่วยให้ GDP ของไทยสามารถขยับขึ้นได้อีกร้อยละ 0.4- 0.7 ซึ่งหากได้ผลตามที่คาดไว้เศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 3 ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
นอกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแล้ว รัฐบาลยังมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวที่ได้ดำเนินการมาก่อนแล้วในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ประกอบกับจะมีมาตรการทางการเงิน-ภาษี เพื่อช่วยเหลือกลุ่ม SME ที่คาดว่าจะออกตามมาเร็วๆ นี้ ซึ่งจะทำให้การลงทุนและการใช้จ่ายมีการปรับตัวดีขึ้น
สำหรับธนาคารออมสินเอง นอกเหนือจากบทบาทในการส่งเสริมการออมและการให้บริการทางการเงินแล้ว ธนาคารออมสินยังทำหน้าที่ในฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐในการร่วมพัฒนาศักยภาพของประชาชนในหลายด้าน อาทิ การให้ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) และการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion)
นอกจากนี้ ธนาคารออมสินยังมีบทบาทที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้นั่นก็คือ การสนับสนุนทางการเงินให้กับกองทุนหมู่บ้าน โดย ณ ปัจจุบันธนาคารมียอดเงินสินเชื่อกองทุนหมู่บ้านประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งจากหนึ่งในมาตรการครั้งนี้คือ การอัดฉีดเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านระดับ A และ B ที่มีอยู่ประมาณ 6 หมื่นแห่ง ใช้เงินอัดฉีด 6 หมื่นล้านบาท (ส่วนของธนาคารออมสิน 3 หมื่นล้านบาท) โดยเป็นเงินกู้ระยะ 7 ปี ปลอดดอกเบี้ย 2 ปี (ช่วงปลอดดอกเบี้ยรัฐบาลจะจ่ายเงินอุดหนุนให้เท่ากับต้นทุนธนาคาร) ส่วนปีที่ 3-7 คิดดอกเบี้ยเท่ากับต้นทุนทางการเงิน (Financing Cost) บวกร้อยละ 1 ต่อปี ซึ่งจะส่งผลทำให้สมาชิกกองทุนสามารถกู้เงินได้แบบปลอดดอกเบี้ย 2 ปีแรก
แต่การขับเคลื่อนนโยบายด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ซึ่งผมอยากนำเสนอกระบวนการ/ปัจจัยสำคัญๆ จากผลงานวิจัยที่ผมได้นำเสนอไว้ในหลักสูตร วปอ. รุ่น 57 ที่ทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้ นอกระบบเกิดผลสำเร็จ ด้วยบทบาทขององค์กรการเงินชุมชน อาทิ ผู้ที่ต้องการกู้เงินจะต้องสมัครเป็นสมาชิกและผ่านการอบรมให้ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการให้คำปรึกษาและต้องผ่านการพิจารณาถึงพฤติกรรมและความสามารถในการประกอบอาชีพ
สำหรับการพิจารณาเงินกู้ให้กับสมาชิกนั้น คณะกรรมการควรให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์ที่นำไปใช้และความสามารถในการประกอบอาชีพ ตลอดจนมีการติดตามประเมินผล เพื่อให้เงินที่กู้ไปเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนผู้มีรายได้น้อยตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาลอย่างแท้จริง รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ มาช่วยในการไกล่เกลี่ยหนี้ที่มีปัญหา อาทิ กรมการปกครอง ตำรวจและศาล ประกอบกับจะต้องมีการติดตามแต่ละขั้นตอนอย่างรัดกุมและต่อเนื่อง ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะช่วยยกระดับสถาบันการเงินชุมชนให้เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพ และสามารถพัฒนารูปแบบการเงินแบบ Micro Finance ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของตนเองได้ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปข้างหน้าได้ อีกทั้งยังสามารถเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ในมวลรวมของประเทศได้ หากได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในการเข้ามาช่วยพัฒนาด้านระบบงาน IT การบริหารจัดการ การตลาด ให้สถาบันการเงินชุมชนสามารถเชื่อมโยงกับภาคการเงินและภาคธุรกิจต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเป็นตัวแทนรับชำระเงิน หรือขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้กับธนาคารต่างๆ การจัดตั้งร้านค้าสะดวกซื้อชุมชน ฯลฯ
ขอสนับสนุนและชื่นชมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้ง 3 แนวทางของทีมเศรษฐกิจคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ที่ผลักดันนโยบายออกมาได้อย่างรวดเร็ว และเป็นนโยบายที่ให้ความสำคัญกับกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งถือเป็นองค์กรชุมชนที่เป็นรากฐานเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากมีสมาชิกเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง รวมทั้งมาตรการอื่นที่จะออกตามมาในระยะต่อไปในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน, ธุรกิจ SME และที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจและสังคมโดยเฉพาะในส่วนภูมิภาคและในชุมชนเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน และทำให้ประเทศสามารถหลุดพ้นจากกับดักผู้มีรายได้ปานกลางได้ในอนาคตอันไม่ไกล







