posttoday
สงสารเด็กไทย

สงสารเด็กไทย

07 กันยายน 2558

ผมมีโอกาสได้ไปพูดที่โรงเรียนทั้งระดับประถมและมัธยมอยู่เสมอ เพื่อไปสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนรุ่นใหม่ เพราะมีความเชื่อมั่นว่าเด็กไทยมีศักยภาพไม่แพ้ใคร ถ้าได้รับการแนะนำ ส่งเสริม และให้กำลังใจ ก็จะพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จได้ไม่ยาก ทุกครั้งมักจะพบคำถามจากน้องๆ ว่า พวกเขายังคงสับสน ไม่รู้ว่าจะเรียนต่อสาขาใดดี

ผมมีโอกาสได้ไปพูดที่โรงเรียนทั้งระดับประถมและมัธยมอยู่เสมอ เพื่อไปสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนรุ่นใหม่ เพราะมีความเชื่อมั่นว่าเด็กไทยมีศักยภาพไม่แพ้ใคร ถ้าได้รับการแนะนำ ส่งเสริม และให้กำลังใจ ก็จะพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จได้ไม่ยาก ทุกครั้งมักจะพบคำถามจากน้องๆ ว่า พวกเขายังคงสับสน ไม่รู้ว่าจะเรียนต่อสาขาใดดี

ส่วนใหญ่มักจะแล้วแต่คุณพ่อคุณแม่ ถ้าเรียนเก่ง ก็จะไปเรียนหมอ หรือไม่ก็เรียนวิศวะ ทั้งที่ไม่แน่ใจว่าจะรักในอาชีพนี้หรือไม่

ดังนั้น เด็กไทยตั้งแต่เกิดจนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ดูเหมือนว่าทุกคนได้ถูกขีดเส้นให้เดินหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องคิดเอง เลือกเอง เพราะเชื่อว่าหากทำตามแบบนี้ แบบที่นิยมกัน ก็น่าจะไปได้ดี จนหลายคนไม่มีโอกาสได้ทำตามใจรัก ตามความถนัดของตัวเอง

ผู้ปกครองเองก็น่าเห็นใจมาก ทุกวันนี้ต้องทำงานหนักเพื่อเก็บเงินส่งลูกเรียนทั้งชีวิต จนสุดกำลังหรือเกินกำลัง อีกทั้งต้องไปส่งลูกให้ทันเคารพธงชาติทุกวัน ขณะที่เด็กไทยต้องตื่นแต่เช้ามากเกิน ทานข้าวในรถ เรียนหลายวิชา เลิกเย็นต่อด้วยเรียนพิเศษจนค่ำมืด

เสาร์-อาทิตย์ ก็ต้องมีกิจกรรมเสริม ต้องเรียนหลายภาษา เล่นดนตรีเป็น เล่นกีฬาได้ น่าสงสารที่สุด เกิดเป็นเด็กไทย

ต้องแข่งขันกันเข้าโรงเรียนชั้นนำ ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ต้องสอบคัดเลือกทุกระดับจนจบมหาวิทยาลัย วิชาเรียนก็หลายวิชา วันหนึ่งเรียนหลายชั่วโมง เวลาเรียนแต่ละคาบก็นานเกิน เรียนคาบชนคาบ ไม่มีเวลาพักสมอง เรียนแบบถูกยัดเยียด เพราะคิดว่า เรียนนาน เรียนมาก เรียนหนัก แล้วจะเก่ง

ความล้าความเครียดของเด็กไทยจึงสะสมมาก กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดความสุข ต่อมาก็ไปทำเหมือนเดิมกับลูกรุ่นต่อไป กลายเป็นวัฏจักรแห่งความเครียด

แตกต่างกับประเทศฟินแลนด์ ที่มีคุณภาพการศึกษาดีที่สุดของโลก มีการประเมินว่า เด็กนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในทุกวิชาดีเลิศ โรงเรียนให้เด็กเข้าเรียนสายหน่อยประมาณ 9 โมงครึ่ง และบ่ายสองโมงก็เลิกเรียนแล้ว วิชาเรียนก็น้อย เพราะต้องการให้เด็กใช้เวลากับแต่ละวิชาอย่างเต็มที่ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ไม่เหมือนเด็กไทยถูกอัดด้วยวิชาเรียนมหาศาล ตั้งแต่เด็กจนจบมหาวิทยาลัย หากนับวิชาคงมากที่สุดในโลก

โรงเรียนฟินแลนด์ แบ่งการเรียนการสอนเป็นคาบเช่นกัน โดยคาบละประมาณไม่เกิน 75 นาที พัก 15 นาที ให้เด็กได้วิ่งเล่น ผ่อนคลาย ไม่เครียด หรือมีเวลาได้ทบทวนว่า เรียนอะไรไปแล้วบ้าง และมีการบ้านไปทำเองที่บ้านนิดเดียว ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง ได้มีเวลาคุยกับคุณพ่อคุณแม่ แต่ที่ฟินแลนด์ให้มาทำการบ้านในห้องเรียนด้วยกันกับครูและเพื่อนๆ ไม่โดดเดี่ยว หากไม่เข้าใจ ครูก็ช่วยได้ ข้อสอบก็มีไม่มาก ไม่เน้นเรื่องสอบ แต่เน้นเรื่องความเข้าใจ

การที่กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้โรงเรียนเลิกเรียนบ่ายสองโมง จึงเป็นเรื่องดี แต่จะให้เด็กได้รับการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ก็ต้องมีมาตรการอื่นร่วมด้วย เพราะถ้าหากปล่อยเด็กเร็ว แต่ไม่มีกิจกรรม ก็ลำบากถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง เดี๋ยวก็ไปเรียนพิเศษอีก แบบนี้ไม่ได้แก้ปัญหา

จึงควรพัฒนาเรื่องการเรียนการสอนควบคู่กันไป เน้นความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง สร้างเด็กให้คิดเป็น แก้ปัญหาได้ และมีพัฒนาการ มีความคิดสร้างสรรค์ ปรับวิชาเรียนให้กระชับ ให้มีน้อยลง เพื่อไม่ให้เครียด ได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง หาสิ่งที่รักให้พบ

เด็กไทยจะได้เลือกเส้นทางการเรียนที่ตนเองถนัดและรักจริง พวกเขาก็จะมีความสุขและประสบความสำเร็จ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ