
ทิศทางการเมืองไทย
ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ติดตามการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญของ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งน่าจะมีการลงมติกันในวันที่ 6 ก.ย. 2558 ทั้งนี้แนวทางการพิจารณาของ สปช.จะแบ่งออกได้เป็นดังนี้
ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ติดตามการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญของ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งน่าจะมีการลงมติกันในวันที่ 6 ก.ย. 2558 ทั้งนี้แนวทางการพิจารณาของ สปช.จะแบ่งออกได้เป็นดังนี้
1.ปี 2558 หากรับร่าง หลังจากนั้นก็จะเป็นการทำประชามติ ซึ่งคาดว่าจะลงคะแนนได้ในวันที่ 10 ม.ค. 2559 ทั้งนี้แนวทางการลงประชามติสามารถแตกออกได้เป็น
1.1 ประชาชนลงคะแนนผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ถัดจากนั้นก็จะเป็นการเตรียมกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ และเตรียมการเลือกตั้ง ซึ่งน่าจะจัดการเลือกตั้งได้ช่วงเดือน ก.ย. 2559
1.2 ประชาชนลงคะแนนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างฯ ทั้ง 36 คน ยุติการปฏิบัติหน้าที่ จากนั้นให้มี “คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ” จำนวน 21 คน มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ภายใน 180 วัน แล้วจัดให้มีการทำประชามติอีกครั้ง ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน ก็ให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งกระบวนการนี้คาดว่าจะทำให้การเลือกตั้งถูกเลื่อนไปเป็นหลังกลางปี 2560 แต่ถ้ายังไม่ผ่านประชามติอีก ก็จะนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการยกร่างฯ 21 คนอีกครั้ง และจัดทำประชามติจนกว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่าน
2.หาก สปช.ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้ทั้ง กมธ.ยกร่างฯ สิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ทันที จากนั้นก็จะต้องมีการจัดตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ขนมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อร่างเสร็จให้ทำประชามติ ซึ่งทั้งกระบวนการต้องดำเนินการภายใน 180 วัน ซึ่งควรต้องเสร็จภายในเดือน มี.ค. 2559 ซึ่งในกรณีนี้ การเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นได้ในปี 2560
ฝ่ายวิจัยประเมินประเด็นที่น่าจะมีผลต่อการตัดสินใจลงมิติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญของ สปช. รวมไปถึงการทำประชามติ มีอยู่ 2 ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ประเด็นสำคัญแรกก็คือ ในมาตรา 277 ที่เป็นบทบัญญัติว่าด้วยเรื่อง “ที่มา สว.สรรหา” และประเด็นที่สอง การจัดตั้ง “คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ” ตามมาตรา 280 ทั้งสองประเด็นหลังจากที่มีการเผยแพร่ ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะจากฝ่ายนักการเมือง ซึ่งตรงนี้เป็นไปได้จะผ่านร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็อาจได้เห็นกระแสการรณรงค์โหวตไม่รับร่างฯ ได้ สุดท้ายการเลือกตั้งก็อาจไม่เกิดขึ้นภายในเดือน ก.ย. 2559 และอาจกลายเป็นผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดได้
ฝ่ายวิจัยประเมินทิศทางของดัชนี แม้ว่าในช่วงต้นสัปดาห์อาจจะมีการปรับลดลงบ้าง แต่ระหว่างสัปดาห์คาดว่าดัชนีมีโอกาสที่จะฟื้นตัวดีขึ้นในกรอบ 1,360-1,390 จุด โดยมีปัจจัยหนุนจากแรงเก็งกำไรต่อความคาดหวังที่จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ ออกมา ซึ่งในสัปดาห์หน้า ครม.จะมีการนำมาตรการช่วยเหลือ SME ด้วยการลดภาษีเงินได้ลงเหลือ 5-10% เข้าพิจารณา เชื่อว่าจะเป็นประเด็นที่ทำให้ตลาดมีความคาดหวังว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือธุรกิจในภาคส่วนอื่นๆ อีก และทำให้กระแสการลงทุนยังคงจะอยู่ในหมวด Domestic หรือกลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ
ทั้งนี้ จะเป็นผลดีต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง CK, PYLON วัสดุก่อสร้าง SCC, TASCO กลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคล AEONTS, SAWAD ส่วนกลุ่มค้าปลีก GLOBAL, HMPRO, ROBINS กลุ่มยานยนต์ SAT อสังหาริมทรัพย์ PS ท่องเที่ยวและขนส่งทางอากาศ ERW, MINT, CENTEL, AOT
กลยุทธ์การลงทุน เน้นลงทุนหุ้นที่มี Upside สูง พร้อมด้วยปัจจัยพื้นฐานหนุนแข็งแกร่ง โดยชุดหุ้นที่ฝ่ายวิจัยตัดเลือกไว้ในพอร์ตการลงทุนแนะนำคือ PTT, IRPC, KTB, SCC, AOT, MINT, CPN, CENTEL, PS







