
รางวัลนำจับลือไลน์
กลต.เพิ่มกฎลากคนผิดมาลงโทษ กูรูมองหุ้นลงลึก1,200-1,220จุด
กลต.เพิ่มกฎลากคนผิดมาลงโทษ กูรูมองหุ้นลงลึก1,200-1,220จุด
ก.ล.ต.เพิ่มเกณฑ์ให้รางวัลนำจับคนปล่อยข่าวลือโซเชียลมีเดีย คาดใช้สิ้นปี
นายศักรินทร์ ร่วมรังษี ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า สำนักงานได้ขยายหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสินบนให้แก่ผู้แจ้งข้อมูลการกระทำผิดและผู้นำจับเพิ่ม โดยได้ขยายผลถึงการเปิดเผยข้อมูลเท็จ ชี้แจงข่าวลือ หรือข่าวรั่ว หรือการปล่อยข่าวลือ จากเดิมให้รางวัลใน 2 กรณี คือ การแจ้งเบาะแสกรณีที่มีผู้ใช้ข้อมูลภายใน (อินไซเดอร์เทรดดิ้ง) ตามมาตรา 241 และการสร้างราคาหลักทรัพย์หรือปั่นหุ้น ตามมาตรา 243 ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. 2558 ที่ผ่านมา
สำหรับการเพิ่มขอบเขตการจ่ายเงินสินบน ครอบคลุมการปล่อยข่าวลือ ข่าวรั่วที่กระจายข้อมูลตามโซเชียลมีเดีย เช่น ทางไลน์
นายศักรินทร์ ยอมรับว่าอาจไม่ได้ครอบคลุมทุกกระบวนการหรือทุกช่องทาง แต่เชื่อว่าก็ไม่ได้ยากเกินกว่าที่จะติดตาม ที่ผ่านมามีการขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ ก.ล.ต.สามารถเข้าถึงได้ อย่างบริษัทหลักทรัพย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
สำหรับเกณฑ์การแจ้งเบาะแสได้เริ่มใช้แล้ว ซึ่งกว่าจะได้รับเงินสินบน ต้องมีการเอาผิดถึงที่สุดกับผู้ที่ดำเนินการสร้างราคาหรือใช้ข้อมูลภายในแล้ว ในอัตราไม่เกิน 30% ของจำนวนเงินค่าปรับที่ผู้กระทำผิดชำระต่อศาล หรือชำระตามคำสั่งคณะกรรมการเปรียบเทียบ
ทั้งนี้ การขยายหลักเกณฑ์อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเสนอพร้อมกับการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ที่เน้นเพิ่ม 2 เรื่องหลัก การทบทวนความผิดต่างๆ ให้มีการครอบคลุมมากขึ้น และเพิ่มความเข้มงวดบทลงโทษกฎหมายทางแพ่งจากปัจจุบันมีแต่ทางอาญา จากนั้นจึงนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป คาดว่าจะมีการบังคับใช้ได้ภายในปีนี้
ด้านการลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดสัมมนา “มองตัวเลข วิเคราะห์ปัจจัย ตลาดหุ้นไทยได้จังหวะเก็บ” โดยนายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดคาดการณ์เติบโตกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้ลงจากเดิมคาดว่าจะโต 30% เหลือเติบโต 20% จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และปรับลดคาดการณ์ดัชนีเป้าหมายสิ้นปีนี้ลงจากระดับ 1,650 จุด ลงมาเหลือระดับ 1,450 จุด
สำหรับแนวโน้มตลาดในช่วง2-3 เดือนนี้ดัชนีหุ้นมีโอกาสปรับฐาน อาจจะเห็นระดับ 1,290 จุด และกรณีเลวร้ายสุดอาจลงลึกแตะระดับ 1,220 จุด เนื่องจากกังวลเรื่องความผันผวนของค่าเงิน เศรษฐกิจจีนยังมีปัญหา และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
“แต่เชื่อว่าในช่วงปลายไตรมาส 4 ดัชนีหุ้นน่าจะฟื้นตัวได้ แตะระดับเป้าหมายที่ระดับ 1,450 จุด แต่การขึ้นรอบนี้ไม่ได้มาจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ แต่เป็นเงินของนักลงทุนรายบุคคลและกองทุนในประเทศ จากเศรษฐกิจน่าจะเริ่มฟื้นตัว” นายสุกิจ กล่าว
นายสุกิจ แนะนำว่า ในช่วงของการปรับฐาน น่าจะเป็นจังหวะทยอยเก็บหุ้นที่มีผลประกอบการอ้างอิงกับเศรษฐกิจในประเทศ เพราะจะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และโครงการลงทุนในอนาคต เช่น กลุ่มค้าปลีก สื่อสาร รับเหมาก่อสร้าง และควรเลี่ยงหุ้นที่มีส่วนอ้างอิงกับเศรษฐกิจต่างประเทศ เช่น กลุ่มพลังงาน
นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนส่วนบุคคล บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ก่อนเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย ดัชนีหุ้นจะมีความผันผวน คาดว่าจะเคลื่อนไหว 1,350-1,400 จุด และควรเลือกลงทุนในหุ้นอสังหา ริมทรัพย์เพราะพี/อียังต่ำ ประมาณ 10 เท่า และกลุ่มรับเหมาฯ
นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.บัวหลวง กล่าวว่า จากนี้จนถึงช่วงปลายปีนี้ ดัชนีมีโอกาสลดลงเห็นระดับ 1,200 จุดได้ จากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่กดดันตลาดหุ้น รวมถึงการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือน ธ.ค.มีโอกาสฟื้นตัว ประเมินว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และโดยปกติจะมีแรงซื้อของกองทุน ทำให้ดัชนีสิ้นปีมีโอกาสฟื้นตัว 1,470 จุด
ด้านภาวะตลาดหุ้นวันที่ 4 ก.ย. ที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยร่วงลงแรงถึง 12.73 จุด หรือ 0.92% ปิดที่ระดับ 1,370.75 จุด เคลื่อนไหวในทิศทางตลาดต่างประเทศ นักลงทุนรอคอยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจปรับขึ้นของเฟด
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติยังคงขายต่อ 1,266 ล้านบาท พอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ขายด้วย 1,134 ล้านบาท สถาบันในประเทศซื้อ 1,113 ล้านบาท และรายย่อยเก็บจำนวน 1,287 ล้านบาท
สำหรับหุ้นที่เข้าเกณฑ์ต้องวางเงินสดก่อนสั่งซื้อหุ้น (แคชบาลานซ์) รอบนี้ คือ บริษัท เอทีพี 30 (ATP30) มีผลตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย.-16 ต.ค. 2558 และขยายช่วงดำเนินการ บริษัท เดอะ สตีล (THE) และระดับ 2 คือ บริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ (KC) มีผลวันที่ 7-25 ก.ย. 2558
การลงทุนในตลาดตราสารหนี้วันที่ 4 ก.ย. 2558 อัตราผลตอบแทนหรือ Yield Curve ลดลง 0.02% ในตราสารอายุ 5 ปี และนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิประมาณ 1,131 ล้านบาท







