
Stock Futures เครื่องมือบริหารพอร์ตหุ้น ยามตลาดผันผวน
โดย...บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย)
โดย...บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย)
ในภาวะตลาดผันผวนที่ราคาหุ้นมีการขยับขึ้นลงรวดเร็ว ทำให้ผู้ลงทุนไม่มั่นใจในการซื้อขายหุ้น เนื่องจากใช้เงินลงทุนสูงและอาจทำให้เกิดการขาดทุนได้หากทำการซื้อหรือขายไม่ทันเวลา สินค้าที่ซื้อขายใน TFEX นับเป็นกลุ่มเครื่องมือที่ผู้ลงทุนสามารถเลือกใช้สำหรับบริหารพอร์ตลงทุนร่วมกับการลงทุนในหุ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Single Stock Futures (SSF) หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับหุ้นรายตัว
การซื้อขาย SSF จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับการซื้อขายหุ้น เมื่อผู้ลงทุนต้องการมีฐานะเสมือนการซื้อหุ้น ผู้ลงทุนเพียงแค่ซื้อ หรือ “Long” Stock Futures ในทางตรงข้าม หากผู้ลงทุนต้องการมีฐานะเสมือนการขายหุ้น ผู้ลงทุนก็สามารถทำการขาย หรือ “Short” Stock Futures ทั้งนี้ ผู้ลงทุนต้องเปิดบัญชี TFEX แยกจากบัญชีหุ้นก่อนซื้อขาย ซึ่งการลงทุนใน SSF นั้น ผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเท่ากับมูลค่าของหุ้น แต่จะต้องวางเงินสดเพื่อเป็นเงินหลักประกันขั้นต้น หรือ Initial Margin (ประมาณ 15-20% ของมูลค่าหุ้น)
สำหรับ SSF ที่มีการซื้อขายใน TFEX นั้น จะเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงอยู่กับหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง ปัจจุบันมีการเสนอซื้อขายรวมทั้งสิ้น 60 หุ้นด้วยกัน ตัวอย่างเช่น TRUE, BLAND, TPIPL, KTB, QH เป็นต้น ทั้งนี้ SSF 1 สัญญา จะมีขนาดเท่ากับหุ้น 1,000 หุ้น ดังนั้น หากผู้ลงทุนทำการ Short TPIPL Stock Futures 1 สัญญา ก็จะเปรียบเสมือนกับการขายหุ้น TPIPL 1,000 หุ้น
SSF ซื้อได้ ขายได้ ใช้บริหารความเสี่ยงพอร์ตลงทุน
SSF ให้ความคล่องตัวแก่ผู้ลงทุนในการ Long และ Short ได้โดยไม่ยุ่งยาก หากผู้ลงทุนถือครอง SSF จนถึงวันหมดอายุ ก็จะถูกชำระราคาด้วยเงินสด (Cash Settlement) โดยไม่มีการส่งมอบหุ้นจริง ไม่กระทบกับปริมาณหุ้นที่ผู้ลงทุนถือครองอยู่ ทำให้ SSF เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมในการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนร่วมกับการลงทุนในหุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีที่ผู้ลงทุนมองว่าราคาของหุ้นที่ถือครองอยู่มีความผันผวนสูง ผู้ลงทุนสามารถบริหารความเสี่ยงโดย SSF และยังคงเก็บหุ้นไว้ในพอร์ตเพื่อโอกาสรับเงินปันผล ตัวอย่าง เช่น
ณ วันที่ 31 มี.ค. 2558 ผู้ลงทุนถือครองหุ้น KTB จำนวน 2 หมื่นหุ้น และมีมุมมองว่าราคาหุ้นกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มจะปรับตัวลงในระยะสั้น จึงไม่ต้องการจะขายหุ้น KTB ออกไป ผู้ลงทุนสามารถทำการขายหรือ Short KTBM15 (SSF ที่อ้างอิงกับหุ้น KTB หมดอายุในเดือน มิ.ย. 2558) แทนการขายหุ้นได้ ในกรณีนี้ผู้ลงทุนจะต้องทำการ Short จำนวนทั้งสิ้น 20 สัญญา เพื่อให้เทียบเท่ากับปริมาณหุ้น KTB จำนวน 2 หมื่นหุ้นที่ถือครองอยู่ และจะต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มสำหรับเป็น Initial Margin อีก 1.6 หมื่นบาท (800 บาท/สัญญา)
ปรากฏว่าเมื่อเวลาผ่านไป 1 เดือน ณ วันที่ 30 เม.ย. 2558 หุ้น KTB ปรับตัวลดลงจาก 22.80 บาท มาอยู่ที่ 20 บาท ส่งผลให้ผู้ลงทุนขาดทุน 5.6 หมื่นบาทจากราคาหุ้น คำนวณจาก (20-22.80) x 20,000 แต่ในเดือน เม.ย. 2558 KTB ประกาศจ่ายเงินปันผล 0.90 บาท/หุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 24 เม.ย. 2558 ทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลรวมเป็นเงิน 1.8 หมื่นบาท เมื่อคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นพบว่าขาดทุนทั้งสิ้น 3.8 หมื่นบาท
ในส่วนของการลงทุน Short KTBM15 ในช่วงเวลาเดียวกันมูลค่าสัญญาปรับลดลงจาก 22.27 บาท/หุ้น มาอยู่ที่ 20.19 บาท/หุ้น ผู้ลงทุนจะได้กำไรเท่ากับ 4.16 หมื่นบาท คำนวณจาก (22.27-20.19) x (20x1,000) ซึ่งเมื่อคำนวณผลตอบแทนการลงทุนทั้งพอร์ต รวมทั้งราคาหุ้น เงินปันผลและ SSF จะพบว่าผู้ลงทุนกลับมาได้กำไรจากการลงทุนทั้งสิ้น 3,600 บาท
จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่า SSF เป็นเครื่องมือที่ผู้ลงทุนสามารถเลือกใช้เพื่อบริหารความเสี่ยงพอร์ตลงทุนร่วมกับการลงทุนในหุ้นได้ในภาวะตลาดผันผวน โดยผู้ลงทุนจะต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างการลงทุนใน SSF และการลงทุนในหุ้น เช่น การบริหารเงินหลักประกัน (Margin) สิทธิประโยชน์ที่ได้รับแตกต่างจากหุ้น รวมถึงอายุที่จำกัดของ SSF เป็นต้น สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.tfex.co.th หรือสอบถามได้จาก Broker ของท่าน







