
QE : Thailand ของรัฐบาลคสช.
วันก่อนได้มีโอกาสคุยกับท่านผู้รู้ด้านเศรษฐกิจเคยสอนอยู่ที่สหรัฐ ท่านได้เปรียบเทียบการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐที่เรียกว่า QE (Quantitative Easing) ทำมา 3-4 ครั้ง กว่าจะเห็นผลให้จีดีพีเติบโตใช้เวลา 2-3 ปี กว่าจะขึ้นได้ 2% แล้วท่านก็ให้ความเห็นว่าหลายประเทศและญี่ปุ่นก็กำลังเริ่มทำ QE เหมือนกัน กว่าจะได้ผลรับรองว่าไม่น้อยกว่า 2 ปี เพราะ QE ทั้งสองประเทศปล่อยจำนวนเงิน “เข้าสู่ระบบมหภาคให้ส่งลงมาสู่จุลภาค” คือประชาชน
วันก่อนได้มีโอกาสคุยกับท่านผู้รู้ด้านเศรษฐกิจเคยสอนอยู่ที่สหรัฐ ท่านได้เปรียบเทียบการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐที่เรียกว่า QE (Quantitative Easing) ทำมา 3-4 ครั้ง กว่าจะเห็นผลให้จีดีพีเติบโตใช้เวลา 2-3 ปี กว่าจะขึ้นได้ 2% แล้วท่านก็ให้ความเห็นว่าหลายประเทศและญี่ปุ่นก็กำลังเริ่มทำ QE เหมือนกัน กว่าจะได้ผลรับรองว่าไม่น้อยกว่า 2 ปี เพราะ QE ทั้งสองประเทศปล่อยจำนวนเงิน “เข้าสู่ระบบมหภาคให้ส่งลงมาสู่จุลภาค” คือประชาชน
ท่านก็แนะนำอีกว่าไทยน่าจะลองให้ท่านรองนายกฯ คนใหม่คิดดูว่าจะทำ QE : Thailand ได้ไหม โดยธนาคารปกติจะลงมาช่วยออกเป็น Country Bond ขายสู่ระบบธนาคารบังคับให้ปล่อยจากล่างมาบน คือ “ให้ปล่อยสู่ SME ภาคเกษตร/บริการ/อุตสาหกรรมย่อย” อย่าให้เกิน 1-5 ล้านบาท โดยให้มีการค้ำประกันส่วนบุคคลจากภาคราชการ และใช้ Asset ค้ำ อย่าปล่อยอย่างสหรัฐเข้าสู่ตลาดเงินแล้วเอาไปปั่นหุ้น เล่นหุ้นกันรอบหนึ่งก่อน แล้วค่อยๆ ทยอยสู่ภาคประชาชน
ท่านก็แนะอีกว่า อย่าปล่อยให้แต่กองทุนหมู่บ้านอย่างเดียว เพราะ “กองทุนหมู่บ้านมิได้ชำนาญด้านการลงทุนสร้างรายได้ แต่ชำนาญด้านสังคม” ควรลงทุน “เพิ่มผลผลิตก่อนรอบแรก และค่อยมาลงทุนด้านสังคมรอบสอง” ท่านผู้นี้ปัจจุบันออกมาทำงานส่วนตัวด้านอสังหาฯ ที่ชิคาโก เมืองซึ่งมีมหาวิทยาลัยที่ผลิต Nobel Prize ด้านเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก
ผมก็ถามท่านว่า แล้วจะมากระตุ้นการผลิตด้านอสังหาฯ อย่างไร เพราะสมัยคลินตันใช้วิธีสร้างที่อยู่อาศัยให้คนสหรัฐปีละ 1 ล้านหลัง และปล่อยเงินกู้แสนจะถูกผ่าน Secondary Housing Mortgage ที่ยิ่งใหญ่ชื่อ Fannie Mae จนเกิด Hamberger Crisis เป็นปล่อยล็อตใหญ่ๆ ที่เรียกว่า Secondary Market ให้สถาบันการเงินปล่อยให้ประชาชนต่อไป ท่านก็บอกว่าตลาดบ้านเราเล็กมากเปรียบเทียบกับสหรัฐปีละ 1-1.5 ล้านไม่ได้ ควรไปดูอย่างยุโรปตลาดเล็กพอกับไทยประชากรก็ใกล้เคียงกัน เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส แม้เยอรมนี เขาเป็นที่ “ตลาดเช่าระยะยาว” มิใช่ตลาดซื้อขาด
ในสหรัฐมีบ้านมือสองจำนวนมากมากกว่าตลาดบ้านมือหนึ่งถึง 5 เท่า คือปีละ 5 ล้านหลัง “แต่สหรัฐเน้นขายบ้านมือสอง” ผ่านตลาดการเงิน Secondary Money Market ที่มีเงินจำนวนมาก ท่านบอกว่าท่านเคยไปสอนและดูงานที่อังกฤษ ตลาดการเช่าเป็นตลาดที่แข็งแรงและใหญ่มาก แต่บ้านเรามีตลาดเช่าที่ไม่ได้รับการพัฒนาเลย “คนจนเช่าบ้านทั้งนั้น” คนชั้นสองในยุโรปก็เช่ากันอยู่ 99 ปี มีแต่คนรวยเท่านั้นที่ซื้อบ้านอยู่ ไทยน่าจะลองคิดดู หาก QE มาแบ่งสู่อสังหาฯ มากระตุ้น “Housing Mortgage ของตลาดบ้านเช่า” เพราะสินเชื่อที่อยู่อาศัยบ้านหลังแรกของไทยทะลุเป้าแข่งกันเหมือนสหรัฐสมัย Hamberger Crisis
จากข้อคิดของท่านผู้รู้ (ท่านไม่อยากให้บอกชื่อ เพราะท่านเป็น American Citizen ค่อนชีวิตอยู่นอกประเทศไทย) ท่านก็เป็นห่วงว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของไทยยุค คสช.และมีท่านรองนายกฯ เข้ามาใหม่ จะเอาแต่เงินมาถมมาปล่อยจาก Top-Down และจะใช้วิธีประชานิยมที่รากหญ้ากันอีกรอบ ก็จะแก้ได้แค่ระยะสั้น หลักเศรษฐกิจที่อ้างเหนือหัว พูดกันมากแต่ไม่ทำคือ “เศรษฐกิจพอเพียง โตอย่างยั่งยืน” กลับทำกันแต่ “เศรษฐกิจก้าวกระโดด โตอย่าง
หวือหวา ระยะสั้น”
ก็ลองคิดดูนะครับ QE : Thailand เข้าสู่การผลิตจากรากหญ้า เอามาสร้างงานอย่าเอามาถมในตลาดเงิน และทำประชานิยมให้รากหญ้าช่วยตัวเองให้ได้ ดูพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ท่านยกระดับเกษตรรากหญ้าให้ช่วยตัวเอง มิใช่เอาเงินไปแจก ขอให้ประเทศไทยโชคดี อย่ากระตุ้นกันจนเกินเหตุ หัวใจวายได้ง่ายๆ (ตอนหน้าจะเขียน QE สู่ อสังหาฯ ต่อครับ) ฝากผู้รู้ในรัฐบาลคิดดู







