
ประกันสะเทือน พิษเศรษฐกิจฉุดกำไร
ผลจากเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ธุรกิจประกันภัยครึ่งแรกปี 2558 มีเบี้ยรับรวมขยายตัวเพียง 2.25% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หรือมีเบี้ยรับ 3.63 แสนล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จึงปรับเป้าธุรกิจประกันภัยปีนี้เหลือโต 4.73% จากต้นปีที่ตั้งไว้ 12% เป็นอัตราเติบโตต่ำสุดในรอบ 8 ปี
ผลจากเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ธุรกิจประกันภัยครึ่งแรกปี 2558 มีเบี้ยรับรวมขยายตัวเพียง 2.25% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หรือมีเบี้ยรับ 3.63 แสนล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จึงปรับเป้าธุรกิจประกันภัยปีนี้เหลือโต 4.73% จากต้นปีที่ตั้งไว้ 12% เป็นอัตราเติบโตต่ำสุดในรอบ 8 ปี
โดยเป้าใหม่คาดว่าธุรกิจประกันชีวิตจะขยายตัว 5.66% ต่ำกว่าเดิมที่คาดว่าจะโต 13% และธุรกิจประกันวินาศภัย ขยายตัว 2.49% จากเดิมที่คาดว่าจะโต 10% โดยเบี้ยรวมครึ่งปีแรก 3.63 แสนล้านบาท แยกเป็นเบี้ยประกันภัยจากธุรกิจประกันชีวิต 2.6 แสนล้านบาท ขยายตัว 2.64% ธุรกิจประกันวินาศภัย 1.03 แสนล้านบาท เติบโต 1.26%
ประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า ปัจจัยที่กระทบต่อการขยายตัวของธุรกิจประกันภัยปีนี้ คือเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากการหดตัวลงอย่างต่อเนื่องของผลผลิตในภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงยอดขายรถยนต์ใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อการขยายตัวของธุรกิจประกันวินาศภัย และประกันชีวิต
สำหรับครึ่งปีหลัง คปภ.มองว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจจากนโยบายของภาครัฐ ที่จะอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบโดยตรง และเน้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะประชาชนในภาคเกษตร จะช่วยให้กำลังซื้อในประเทศปรับตัวดีขึ้น จึงคาดว่าภาพรวมของธุรกิจประกันภัยในครึ่งปีหลังจะยังขยายตัวได้ และทั้งปีจะโตได้ 4.73%
ขณะเดียวกัน คปภ.จะมุ่งการกำกับให้บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันภัย ให้ดำรงเงินกองทุนตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้มีความแข็งแกร่งในการออกไปทำธุรกิจในต่างประเทศ
“ภาวะวิกฤตความผันผวนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน จะเป็นการพิสูจน์ฝีมือผู้บริหารบริษัทประกันภัยว่าใครเก่งไม่เก่ง ในการรักษาระดับความสามารถในการทำกำไร ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง เพราะในทุกวิกฤตมีโอกาสแฝงอยู่เสมอ” ประเวช กล่าว
ด้าน อำนาจ วงศ์พินิจวโรดม ผู้ช่วยเลขาธิการสายพัฒนาและวิเคราะห์ระบบการตรวจสอบ คปภ. กล่าวว่า ครึ่งแรกปี 2558 ธุรกิจประกันภัยทั้งระบบ มีกำไรสุทธิ 1.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.39% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทประกันภัยทั้งระบบมีกำไรลดลงถึง 17.22% มาอยู่ที่ 9,375 ล้านบาท ส่วนประกันชีวิตมีกำไรสุทธิรวม 26.16 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.50%
อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และยอดขายประกันที่ลดลง คาดว่าจะทำให้กำไรสุทธิของธุรกิจประกันทั้งระบบลดลงด้วย เพราะค่าใช้จ่ายยังคงเพิ่มขึ้นจากการดำเนินงานปกติ การจ่ายค่าสินไหมทดแทน และการจ่ายค่านายหน้าที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการตัดราคาเบี้ยประกันภัยทำให้รายได้รวมลดลง โดยเฉพาะประกันภัยรถยนต์ จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะเบี้ยไม่เพิ่ม เคลมสูง มีการลดเบี้ยเพื่อเพิ่มยอดขาย ประกอบกับผลตอบแทนจากการลงทุนในเงินฝากต่ำ และตลาดหุ้นอยู่ในทิศทางขาลง จะฉุดกำไรประกันทั้งระบบ
อย่างไรก็ตาม แม้ธุรกิจประกันภัยจะเติบโตต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปี แต่สัดส่วนของประชากรที่ถือครองประกันภัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2557 สัดส่วนผู้มีประกันอยู่ที่ 7.7% เพิ่มขึ้นมาเป็น 7.8% ในไตรมาส 2 ของปี 2558 สะท้อนว่าประชาชนยังคงมีความต้องการซื้อความคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประกันสุขภาพที่เติบโตมากที่สุดในกลุ่มประกันภัยเบ็ดเตล็ด ทำให้สัดส่วนเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นเป็น 12% ของเบี้ยเบ็ดเตล็ดทั้งหมด 3.4 หมื่นล้านบาท ธุรกิจประกันวินาศภัยจึงมองว่า หากรัฐบาลให้สิทธิพิเศษทางภาษี จะทำให้ประชาชนหันมาทำประกันสุขภาพมากขึ้น และลดภาระของรัฐบาลในอนาคต







