
ธุรกิจไทยยังเสี่ยงสูง ถูกแฮ็กข้อมูลบนออนไลน์
แม้ว่าภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะมาจากการใช้งานของอุปกรณ์สื่อสารเพื่อเชื่อมต่อและเข้าใช้งานบนโลกออนไลน์
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
แม้ว่าภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะมาจากการใช้งานของอุปกรณ์สื่อสารเพื่อเชื่อมต่อและเข้าใช้งานบนโลกออนไลน์ การเข้ารหัสหรือเครือข่ายที่ไม่น่าเชื่อถือ จากการใช้งานอุปกรณ์สื่อสารทั้งในและนอกองค์กร กลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทุกภาคธุรกิจมีโอกาสเสี่ยงทั้งสิ้น
ยูริ นาเมสนิคอฟ นักวิจัยอาวุโสด้านความปลอดภัย จากทีมวิเคราะห์และวิจัยระดับโกลบอล บริษัท แคสเปอร์สกี้ แลป กล่าวว่า ทีมผู้บริหารจากแคสเปอร์สกี้ แลป มองเรื่องภัยคุกคามที่เกิดขึ้นต่อธนาคารและองค์กรใหญ่ที่เข้ามาสู่การใช้งานบนโลกไซเบอร์ ว่า มีความเสี่ยงสูง แม้จะเป็นการเข้าใช้งานเซิร์ฟเวอร์ภายในองค์กรก็ตาม ยิ่งเทคโนโลยีเข้ามาสู่ผู้ใช้งานมากเท่าไหร่ โอกาสเจอภัยคุกคามก็ย่อมสูงเท่านั้น
“การใช้งานอุปกรณ์ไอทีอย่างสมาร์ทโฟน แล็ปท็อป การเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นหรือโซเชียลมีเดียชื่อดังอย่างไลน์และเฟซบุ๊ก ไปจนถึงอีเมลส่วนตัวนั้น ล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงทั้งสิ้น โดย Stuxnet เป็นอาวุธทางไซเบอร์ตัวแรกที่สร้างภัยคุกคามผ่านทางโปรแกรมต่างๆ โดยวัตถุประสงค์ในการสร้างภัยคุกคามนั้น เพื่อขโมยข้อมูลที่สำคัญขององค์กร” ยูริ กล่าว
ทั้งนี้ ภัยคุกคามถูกแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับล่าง เป็นรูปแบบของสแปม โทรจัน สปายแวร์ ระดับกลาง คือ การคุกคามข้อมูลสำคัญในองค์กรเพื่อเรียกร้องเงิน ส่วนระดับสูงนั้น จะเป็นการเจาะข้อมูลองค์กรใหญ่ระดับประเทศ เพื่อควบคุมการเงินขององค์กร ซึ่งภัยเหล่านี้ยังคงมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ซึ่งรัสเซีย จีน และไทย ถือว่าเป็นประเทศที่ยังมีการป้องกันได้ไม่ดีพอ
“ผลสำรวจตลอดระยะเวลา 3 เดือนของปีนี้ ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังอยู่ในกลุ่มที่ป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ได้น้อยที่สุด มีองค์กรที่ถูกโจมตีแล้วกว่า 27-39 องค์กร หากวัดจากปริมาณของแฮ็กเกอร์ที่เพิ่มมากขึ้นนั้น แสดงให้เห็นว่ามีการป้องกันและกฎหมายที่จัดการยังไม่ดีพอ มีการโจมตีมากถึง 1.167 ล้านครั้ง และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังการเปิดเออีซี” ยูริ กล่าว
ทั้งนี้ ในอนาคตไทยจะเริ่มมีการสนับสนุนเรื่องดิจิทัลอีโคโนมี ซึ่งผลักดันให้มีการใช้งานไว-ไฟฟรี ไปจนถึงการสร้างเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ทซิตี้) การเข้าถึงเว็บไซต์ต่างๆ ง่ายขึ้น มีความเสี่ยงที่จะทำให้ข้อมูลรั่วไหล
ยูริ ยังกล่าวอีกว่า การป้องกันภัยคุกคามที่ดีที่สุดนั้น คือการให้ความรู้แก่ประชาชน องค์กรทั่วไปได้ตระหนักถึงปัญหาด้านภัยคุกคามและตื่นตัวมากขึ้น เพื่อเตรียมป้องกันและปรับหากลยุทธ์ในการพัฒนาองค์กร เช่น อัพเดทข้อมูลใหม่ เปลี่ยนพาสเวิร์ด และใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสที่ได้รับความเชื่อถือ เพื่อให้องค์กรไม่ต้องเสี่ยงกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
การเลือกใช้งานซอฟต์แวร์ฟรีบางครั้งเป็นสิ่งดี คือช่วยประหยัดต้นทุน แต่ก็ต้องแลกกับข้อมูลสำคัญที่อาจรั่วไหลโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นนอกจากระบบป้องกันภัยที่น่าเชื่อถือแล้ว ฝ่ายไอทีขององค์กรเองก็ควรอัพเดทภัยคุกคามใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้า







