
สินค้าปรับเกมกู้ยอดขาย ชิงกำลังซื้อรากหญ้าฟื้นตัว
จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งรัฐบาลจะอัดฉีดงบ 1.3 แสนล้านบาท ภายใน 4 เดือนสุดท้ายของปีนี้
จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งรัฐบาลจะอัดฉีดงบ 1.3 แสนล้านบาท ภายใน 4 เดือนสุดท้ายของปีนี้ เพื่อหวังจะให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการสินค้าหรือบริการต่างจัดกิจกรรมเข้าชิง โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้าที่มีงบผันลงไปค่อนข้างมาก
บุญยง ตันสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าซิงเกอร์ เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับแผนธุรกิจไตรมาส 4 ให้ทีมขายเจาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ได้แก่ จักรเย็บผ้า ตู้กดน้ำหยอดเหรียญ ทำตลาดเชิงรุกนับตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย.เป็นต้นไป เพื่อให้สอดรับกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต้องการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับกลุ่มมีรายได้น้อย ซึ่งคาดว่าหลังจากมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ กลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะซื้อสินค้าดังกล่าวเพื่อนำไปสร้างรายได้
ทั้งนี้ คาดว่ายอดขายไตรมาส 4 สินค้ากลุ่มจักรเย็บผ้าเพิ่มจาก 1,000 คัน/เดือน เป็น 2,000 คัน/เดือน หรือเติบโตเท่าตัว ส่วนตู้กดน้ำหยอดเหรียญเพิ่มจาก 1,200 เครื่อง/เดือน เป็น 1,500 เครื่อง/เดือน ส่งผลให้กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ซึ่งไตรมาส 2 รายได้หดตัวเหลือเพียง 45% เพิ่มเป็น 55% ไตรมาส 4 และจะขยับเพิ่มเป็น 60% ไตรมาสแรกของปีหน้า ส่วนรายได้ทั้งปีโต 5% หรือ 3,500 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค หรือคอนซูเมอร์โปรดักต์ ที่ดูเหมือนจะได้รับผลดีจากเงินอัดฉีดเป็นกลุ่มแรกๆ ผู้ประกอบการรายใหญ่กลับไม่มีกลยุทธ์เข้าชิงกำลังซื้อดังกล่าว
บุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูลผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมาถูกทางแล้ว แต่บริษัทไม่มีนโยบายปรับแผนตลาดหรือรุกตลาดมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาทำแผนกระตุ้นยอดขายอย่างรุนแรงมาตลอด 8 เดือน นอกจากนี้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น มีเงินหมุนเวียนสู่ระบบ ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องทำแผนเพิ่มเติม
สำหรับรายได้สหพัฒนพิบูลครึ่งปีแรกติดลบ ส่วนครึ่งปีหลังหากมีรายได้โต 5% จะส่งผลให้สหพัฒน์รายได้ทั้งปีโต 3% ซึ่งบริษัทไม่ได้ปรับเป้าหมายเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา ถือว่ารายได้ปีนี้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งเป้าโต 7% จากปีที่ผ่านมารายได้เกือบ 3 หมื่นล้านบาท
สรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคและฝ่ายธุรกิจอีคอมเมิร์ซ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (บีเจซี) กล่าวว่า บริษัทไม่มีนโยบายปรับแผนตลาดเพื่อรองรับกับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้เม็ดเงิน 1.3 แสนล้านบาท แม้ว่าแนวโน้มกำลังซื้อผู้มีรายได้น้อยหรือเกษตรกรจะฟื้นตัวดีขึ้น และส่งผลต่อสินค้าอุปโภคบริโภคฟื้นตัว
ปัจจัยที่บริษัทไม่ได้ปรับแผน เนื่องจากตลอดระยะเวลา 8 เดือน สินค้าอุปโภคบริโภคแข่งขันอย่างรุนแรง ขณะที่เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม มาอย่างต่อเนื่อง จึงไม่มีแผนทำโปรโมชั่นเพื่อช่วงชิงกำลังซื้อไปมากกว่านี้แล้ว ขณะที่รายได้ 8 เดือนเติบโตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ด้าน อลงกรณ์ ชูจิตร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจีอีเลคทรอนิคส์ ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าแอลจี กล่าวว่า ไตรมาส 4 บริษัทดำเนินแผนตามปกติ เนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบได้ชัดเจนไตรมาสแรกหรือไตรมาส 2 ของปีหน้า อีกทั้งตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าไตรมาส 4 คาดว่าไม่เติบโต ส่งผลให้ทั้งปีโต 5% หรือ 8 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดว่าจะเติบโต 10% ส่วนรายได้ไตรมาส 4 คาดว่าจะเติบโต 5% ส่วนรายได้ทั้งปีเติบโต 3%
ศศิธร กู้พัฒนากุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า บริษัทจัดมหกรรมโปรโมชั่นพิเศษ “ซัมซุง เอ็กซ์คลูซีฟ เดย์” ให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อใน 2 ทางเลือก ได้แก่ 1.ช้อปสะใจ ใช้บาทเดียว แลกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าซัมซุงในรายการที่กำหนด ด้วยราคาพิเศษเพียง 1 บาท และ 2.ผ่อนสบาย 0% นานสูงสุด 20 เดือน ลดสูงสุด 2.4 หมื่นบาท
ขณะที่ธุรกิจค้าปลีก สลิลลา สีหพันธุ์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการบรรษัท บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม กล่าวว่า บริษัทนำสินค้าราคาถูกมาจำหน่ายพร้อมจัดโปรโมชั่น โดยเฉพาะไตรมาส 4 นี้ บริษัทมีแผนที่จะใช้งบ 900-1,200 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 30-40% ของงบรวม 3,000 ล้านบาท เพื่อทำโปรโมชั่นช่วยผู้บริโภคลดค่าใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า
วารุณี กิจเจริญพูลสิน ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ กล่าวว่า บริษัทพร้อมสนองนโยบายรัฐบาลช่วยลดค่าครองชีพประชาชน ผ่านการใช้กลยุทธ์ราคา งบตลาดกว่า 9,000 ล้านบาท ช่วยลูกค้าประหยัด 5% ต่อการซื้อสินค้า ล่าสุดลดราคาอาหารสดเพิ่มอีก 10% กว่า 3,000 รายการ อาทิ สินค้าแม่และเด็ก
แม้เศรษฐกิจไทยจะมีสัญญาณฟื้นตัวจากนโยบายรัฐกระตุ้นผู้มีรายได้น้อย แต่ผู้ประกอบการยังคงไม่โหมทำตลาดมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเห็นว่าเศรษฐกิจไทยกว่าจะเริ่มฟื้นชัดคงต้องรอไตรมาสแรกหรือไตรมาส 2 ปีหน้า







