posttoday
กังขาทีโออาร์โรงไฟฟ้ากระบี่

กังขาทีโออาร์โรงไฟฟ้ากระบี่

03 กันยายน 2558

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์

แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่สะเด็ดน้ำ สำหรับการเริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ เพราะมีการคัดค้านจากมวลชนบางกลุ่ม และต้องรอให้รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี (ครม.)

แต่เพื่อให้การก่อสร้างเริ่มต้นได้ทันที การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เปิดประมูลคัดเลือกผู้รับเหมาคู่ขนานกันไป โดยจะใช้เวลาพิจารณาคัดเลือก 3-4 เดือน และเซ็นสัญญาว่าจ้าง
ก็ต่อเมื่อ ครม.มีมติอนุมัติโครงการ

ล่าสุด วันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา กฟผ.เปิดให้เอกชนยื่นซองคุณสมบัติ ปรากฏว่ามีเอกชนยื่นซอง 2 ราย จากผู้ที่ซื้อซองกว่า 20 ราย คือ 1.กิจการค้าร่วม บริษัท อัลสตอม เพาเวอร์ ซิสเต็ม บริษัท อัลสตอม (ประเทศไทย) และมารูเบนิ คอร์ปอเรชั่น และ 2.กิจการค้าร่วม พาวเวอร์ คอนสตรัคชั่น คอร์เปอเรชั่น ออฟ ไชน่า และ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ แต่การประมูลยังเดินหน้าต่อไป แม้จะมีเอกชนยื่นซองเพียง 2 รายก็ตาม

“กฟผ.ยังเดินตามกรอบเวลาในการพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคและข้อเสนอราคาก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ของผู้ที่ยื่นซอง 2 ราย คาดในอีก 3 เดือน ก็จะทราบว่าเอกชนรายใดเป็นผู้ชนะการประมูล” สหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ. กล่าว

อย่างไรก็ตาม มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าสาเหตุที่เอกชนยื่นซองประมูลโครงการนี้น้อย เนื่องจากเงื่อนไขทีโออาร์โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ “ไม่เปิดกว้าง” มากนัก 

เมื่อพลิกทีโออาร์โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ปรากฏว่ามีเงื่อนไขการประมูลหลายข้อที่ไม่เอื้อหรือจูงใจให้เอกชนเข้าร่วมประมูล โดยเฉพาะในหัวข้อคุณสมบัติผู้มีสิทธิเข้าร่วมประมูล ข้อ 7 ที่ระบุว่า “บริษัทที่เสนอ ‘อุปกรณ์หลัก’ จะต้องเคยออกแบบและผลิตอุปกรณ์ที่ตรงกับความต้องการ และต้องมีการใช้งานในประเทศไทย และกลุ่มประเทศ OECD” ส่งผลให้มีเอกชนที่มีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้ารอบนี้ลดลง

กฟผ.ยังกำหนดความต้องการพิเศษ คือ ผู้มีสิทธิร่วมประมูลจะต้องมีประสบการณ์ในการเดินเครื่องหม้อต้มไอน้ำ (Boiler) และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Steam Turbines) ไม่ต่ำกว่า 700 เมกะวัตต์ ไม่ต่ำกว่า 5 หม้อต้มหรือมากกว่า ในเชิงพาณิชย์ไม่ต่ำกว่า 3 ปี โดยเมื่อไปสำรวจตลาดจะพบว่ามีเอกชนที่มีประสบการณ์ตามที่ทีโออาร์กำหนดไม่มากนัก ไม่ว่าจะเป็นในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือแม้แต่ในยุโรป

นี่อาจเป็นเงื่อนปมสำคัญที่ทำให้มีเอกชนเข้ายื่นซองประมูลเพียง 2 รายก็เป็นได้    

นอกจากนี้ หากพิจารณาราคากลางโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ที่ระบุไว้ที่ 4.95 หมื่นล้านบาท กำลังผลิตติดตั้ง 780-870 เมกะวัตต์ จะพบว่าต้นทุนก่อสร้างต่อเมกะวัตต์ จะอยู่ที่ 56.8-63.4 ล้านบาท/1 เมกะวัตต์ “แพงกว่า” ต้นทุนโรงไฟฟ้าสูงกว่าโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะเครื่อง 4-7 กำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ มูลค่า 35,312 ล้านบาท หรือคิดเป็น 58.8 ล้านบาท/1 เมกะวัตต์ 

ทั้งๆ ที่ต้นทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะก็แพงกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วไปอยู่แล้ว ซึ่งในขณะนั้น กฟผ.ระบุว่า สาเหตุที่ทำต้นทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะสูงกว่าปกติ เพราะต้องใช้ถ่านหิน “คุณภาพต่ำ” จากเหมืองแม่เมาะ จึงต้องเพิ่มขนาดหม้อต้มไอน้ำให้ใหญ่ขึ้นกว่าปกติ 1.7 เท่า และต้องเพิ่มขนาดอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องด้วย แต่เหตุใดโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ซึ่งใช้ถ่านหินนำเข้าที่มี “คุณภาพดี” กลับมีต้นทุนก่อสร้างสูงกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะไปได้

ที่สำคัญ บริษัทที่ชนะประมูลและได้สัญญาสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะในครั้งนั้นก็คือ กิจการค้าร่วม บริษัท อัลสตอม เพาเวอร์ ซิสเต็ม บริษัท อัลสตอม (ประเทศไทย) และมารูเบนิ คอร์ปอเรชั่น ได้เข้ายื่นซองเพื่อร่วมประมูลโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ในครั้งนี้

ในขณะที่กลุ่มเอกชนที่ร่วมยื่นซองแข่งขันกับ “กลุ่มอัลสตอม-มารูเบนิ” ในครั้งนี้ ยังคงมี บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เป็นหัวหอก เพียงแต่เปลี่ยนตัวพันธมิตรใหม่จาก บริษัท ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น และบริษัท ฮิตาชิ ของญี่ปุ่น เป็นกิจการค้าร่วม พาวเวอร์ คอนสตรัคชั่น คอร์เปอเรชั่น ออฟ ไชน่า จากจีน

และหากยังจำกันได้ บริษัท อิตาเลียนไทยฯ และพันธมิตร ได้เสนอราคาประมูลโรงไฟฟ้าแม่เมาะ 4.8 หมื่นล้านบาท แพงกว่าราคาประเมินที่ประกาศไว้ 2.8-3 หมื่นล้านบาท จึงแพ้การประมูลในที่สุด

สหรัฐ กล่าวว่า ราคากลางโรงไฟฟ้ากระบี่ที่สูงถึง 4.9 หมื่นล้านบาท เพราะระบบเผาไหม้และหม้อไอน้ำของโรงไฟฟ้าใช้เทคโนโลยี Ultra Supercritical ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหม้อน้ำในเชิงพาณิชย์ดีที่สุดในปัจจุบัน โดยมีประสิทธิภาพการผลิตพลังงาน 42-45% เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีเดิม (Sub Critical) ที่มีประสิทธิภาพ 35-38% ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 20%

“ราคากลางของโรงไฟฟ้ากระบี่ที่กำหนดไว้ 4.9 หมื่นล้านบาท เพราะมีการใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือว่าราคาไม่แพง เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เหมือนกับการเลือกรถยนต์แต่ละรุ่นก็มีราคาต่างกัน แต่ก็เป็นรถยนต์ที่วิ่งได้เหมือนกัน” สหรัฐย้ำ

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง