
เอกชนปรับสู้วิกฤต
เอกชนปรับตัวรับมือวิกฤจีน น้ำมันผันผวน TTA ชะลอซื้อกิจการ PTG ลดสำรอง
เอกชนปรับตัวรับมือวิกฤจีน น้ำมันผันผวน TTA ชะลอซื้อกิจการ PTG ลดสำรอง
นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) เปิดเผยว่า บริษัทยอมรับมีความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศจีน เพราะอาจส่งผลกระทบ ระยะสั้นๆ ต่อธุรกิจของบริษัทในช่วงครึ่งหลังปีนี้
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหารของบริษัทประเมินไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว โดยในช่วงที่ผ่านมาได้ใช้ความระมัดระวังและเพิ่มความรอบคอบในการขยายธุรกิจใหม่หรือการลงทุนใหม่มากขึ้น
นายจิเทนเดอร์ พอล เวอร์มา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส และประธานเจ้าหน้าที่การเงินTTA กล่าวว่า ประเทศจีนมีความสำคัญเพราะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนความต้องการของโลก ทางบริษัทได้พยายามบริหารเรือ และควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่าย จนเป็นผลให้ค่าระวางเรือของ TTA ในขณะนี้อยู่ที่ระดับ 6,482 เหรียญสหรัฐ/วัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม แต่ยอมรับว่ายังไม่ครอบคลุมระดับคุ้มทุนที่ 8,500 เหรียญสหรัฐ/วัน แต่บริษัทประเมินว่าระยะ 12 เดือนข้างหน้าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น เนื่องจากจำนวนเรือใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมล่าช้า จึงน่าจะสอดคล้องกับปริมาณเรือในตลาด
สำหรับความคืบหน้าในการลงทุนนั้นยังอยู่ในแผน แต่ยอมรับว่าด้วยสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนใหม่ๆ แต่คาดว่าภายในปีนี้น่าจะมีความชัดเจน 1-2 โครงการ มีทั้งร่วมลงทุนและการเข้าซื้อกิจการทั้งในประเทศและต่างประเทศในแถบอินโดจีนในธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิม และธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ TTA ซึ่งปัจจุบันมีกระแสเงินสด 1 หมื่นล้านบาท
นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทพีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) กล่าวว่า ผลของความผันผวนของราคาน้ำมันไม่ได้กระทบต่อบริษัท เนื่องจากโรงกลั่นจะเป็นผู้ทำหน้าที่สำรองให้บริษัท แต่บริษัทได้มีการบริหารจัดการน้ำมันคงคลังให้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถบริหารและหมุนเวียนสต๊อกน้ำมันด้วยเวลาเพียง 3-4 วัน และมีแผนจะทยอยลดปริมาณสำรองน้ำมันจากระดับ 6% เป็น 1% ในเดือน พ.ย.นี้ ทำให้ PTG ไม่มีความเสี่ยงจากขาดทุนสต๊อกน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันขายปลีกที่ปรับตัวลดลงจากระดับ 30 บาท เหลือ 23 บาท/ลิตร กลับส่งผลดีต่อบริษัททำให้ใช้เม็ดเงินหมุนเวียนน้อยลง และช่วยให้บริษัทประหยัดดอกเบี้ยจ่าย เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารเงินมากยิ่งขึ้น
นายพิทักษ์ ประเมินว่า ปริมาณการขายน้ำมันในปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 20-25% จากปีก่อน แต่ราคาที่ลดลงอาจทำให้รายได้ของบริษัทเติบโตในระดับ 6% จากปีก่อนที่มีรายได้ 5.52 หมื่นล้านบาท โดยครึ่งปีแรกบริษัทสามารถทำรายได้ 2.86 หมื่นล้านบาท คาดแนวโน้มครึ่งปีหลังจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ รัฐบาลปรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งมีนโยบายหลักในการอัดฉีดเงินเข้าระบบสำหรับเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อทุกอุตสาหกรรม รวมถึงปริมาณการใช้น้ำมันในภาคการเกษตรและการขนส่งจะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งบริษัทมีการขยายสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 200 สถานี/ปี สามารถให้บริการลูกค้าทั้งในเขตชุมชนและเขตเมืองได้อย่างทั่วถึง
“เราเห็นด้วยและคาดหวังให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจแบบยั่งยืนควบคู่กัน เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลดีให้กับทุกอุตสาหกรรม” นายพิทักษ์ กล่าว
สำหรับความคืบหน้ารุกธุรกิจโรงไฟฟ้าไบโอแมสจำนวน 20 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าผลิตจากขยะ 5 เมกะวัตต์ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน ก.ย.นี้ โดยเหลือเพียงขั้นตอนเจรจาในราคาเสนอซื้อและขาย โดยบริษัทสนใจจะเข้าซื้อในสัดส่วน 75%
ทั้งนี้ หากกรณีการเจรจาดังกล่าวไม่บรรลุผล ไม่ได้กระทบต่อแผนระยะ 3 ปีข้างหน้าต้องการจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ เพราะบริษัทยังอยู่ระหว่างเจรจาในอีกหลายโครงการ
ด้านตลาดหุ้นไทยดีดขึ้น 10.06 จุด หรือ 0.74% ปิดที่ระดับ 1,372.45 จุด จากวันก่อนดัชนีร่วงแรงกว่า 20 จุด และไม่สนใจดัชนีดาวโจนส์ที่รูดลงแรงกว่า 469 จุด คิดเป็น 2.84% รวมถึงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเปลี่ยนเป็นขาลงอีกรอบ แต่มีแรงซื้อกลับหุ้นขนาดใหญ่ ทั้งบริษัทในกลุ่ม ปตท. และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)
ขณะที่นักลงทุนต่างชาติที่ซื้อหุ้นไทยมา 2 วัน ก็กลับมาขายสุทธิ 1,002 ล้านบาท รวมถึงการขายตราสารหนี้ด้วย ถึง 6,724 ล้านบาท เพราะความกังวลเรื่องเศรษฐกิจจีนและสหรัฐชะลอตัว
มาร์เก็ตติ้งระบุว่า ตลาดหุ้นเอเชียมีการปรับขึ้นและลดลงคละกันไป แต่ไม่มีตลาดใดที่ทรุดลงแรง หลังจากดาวโจนส์ล่วงหน้าบวกกว่า 100 จุด อย่างไรก็ตาม แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงสั้นมีโอกาสผันผวนต่อเนื่อง นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังการลงทุน
“ในช่วงนี้เป็นเทศกาลที่บริษัทขนาดใหญ่ขึ้นเครื่องหมาย XD ให้สิทธิรับเงินปันผล ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงไม่มากหรือไม่ลดลง”







