
พลิกกลยุทธ์งานแฟร์ เน้น ‘บีทูบี’ ขยายทำเลเมืองรอง
ตลาดหุ้นและโภคภัณฑ์ที่ผันผวนรุนแรงทั่วโลก ส่งสัญญาณว่าภาวะเศรษฐกิจโลกอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
ตลาดหุ้นและโภคภัณฑ์ที่ผันผวนรุนแรงทั่วโลก ส่งสัญญาณว่าภาวะเศรษฐกิจโลกอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง ส่วนประเทศไหนจะมากหรือน้อยต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวรับมือกับวิกฤต หลายอุตสาหกรรมเริ่มลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ พร้อมให้ความสำคัญกับตลาดภายในประเทศอย่างจริงจัง เพื่อกระจายความเสี่ยง
พรรธระพี ชินะโชติ อุปนายกสมาคมแสดงสินค้า (ไทย) หรือทีอีเอ กล่าวว่า ผู้ประกอบการในธุรกิจการจัดประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (ไมซ์) กลุ่มแสดงสินค้า (เอ็กซิบิชั่น) ต้องเร่งปรับตัวรับภาวะที่เศรษฐกิจโลกถดถอยอีกครั้ง เพราะลูกค้ารายใหญ่ในแถบยุโรปและอเมริกามีแนวโน้มเดินทางลดลง
ขณะที่กลุ่มตลาดเอเชียและอาเซียนจะเดินทางหมุนเวียนระหว่างภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งมองว่าการปรับตัวครั้งนี้ภาครัฐบาลควรมีมาตรการสนับสนุนติดอาวุธภูมิปัญญาให้กับผู้ประกอบการ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) เอ็กซิบิชั่นในอาเซียน รวมถึงเสริมความเข้มแข็งด้านองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการไมซ์กลุ่มเอ็กซิบิชั่นในระยะยาว
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มเอ็กซิบิชั่นอย่างถ่องแท้ เพื่อวางกรอบการส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืน โดยมุ่งสร้างคุณค่า เสริมภูมิปัญญาให้ผู้ประกอบการมากกว่าเน้นสร้างมูลค่าการจัดงานเพียงอย่างเดียว ทำให้การจัดงานที่เกิดจากการสนับสนุนของภาครัฐออกมาในรูปแบบการจำหน่ายสินค้าราคาถูก เช่น งานธงฟ้าสินค้าโอท็อป แต่กลับไม่สามารถเกิดการต่อยอดทางธุรกิจในระยะยาว
“ในสภาวะช่วงนี้รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศ ลดความเสี่ยงจากตลาดต่างประเทศ ควรให้ความสำคัญกับการจัดงานเอ็กซิบิชั่นที่สร้างให้เกิดการเจรจาทางธุรกิจแบบบีทูบี มากกว่าบีทูซีเหมือนที่ผ่านมา ทำให้การใช้งบประมาณจัดงานหวังแค่ยอดขายในงาน หากต่อยอดให้เกิดการเจรจาแบบบิซิเนสกับบิซิเนส จะทำให้เกิดการเจรจาต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี” พรรธระพี อธิบาย
แนวทางการปลุกกระแสการจัดงานเอ็กซิบิชั่นตลาดในประเทศ รัฐบาลต้องวางแผนจัดตารางการจัดงานในแต่ละเดือนล่วงหน้า เหมือนการจัดตารางท่องเที่ยวในแต่ละเดือน โดยร่วมมือกับภาคเอกชนที่มีศักยภาพ จัดงานเชื่อมโยงแบบคลัสเตอร์กระจายตัวในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต และจังหวัดท่องเที่ยวรอง เช่น อุดรธานี หรือนำร่องพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษในแต่ละภาค เช่น อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อให้กลุ่มธุรกิจชาติอาเซียนสามารถเดินทางเข้าถึงการจัดงานใกล้พื้นที่ของตัวเอง ไม่กระจุกตัวเฉพาะการจัดงานใหญ่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น
สำหรับการเชื่อมโยงการจัดงาน เช่น การรวบรวมของดีในแต่ละพื้นจัดการจัดงาน นำเสนอในรูปโอท็อป ขณะเดียวกันเชื่อมโยงการจัดงานเมทัลเล็กซ์ของบริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ ไปยังพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คนในพื้นที่และประเทศใกล้เคียงสามารถเรียนรู้งานได้ก่อนการจัดงานใหญ่ที่กรุงเทพฯ
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องนำโมเดลการส่งเสริมเอ็กซิบิชั่นของประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นมาศึกษา เพื่อวางหลักเกณฑ์การสนับสนุนการจัดงานในประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาเน้นจัดเฉพาะกรุงโซล และโตเกียว เมื่อขยายการจัดงานลงสู่หัวเมืองรอง ได้ช่วยเพิ่มความถี่การจัดงานให้กับผู้ประกอบการในประเทศ และสร้างองค์ความรู้ให้กับคนในประเทศได้
“ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ที่ตั้งประเทศที่เป็นไข่แดงในชาติอาเซียน การเดินทางต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว กัมพูชา ส่วนใหญ่ต้องผ่านไทย หากเราใช้จุดแข็งที่มีมาสร้างประโยชน์ให้การจัดงาน เชื่อว่าไม่นานไทยจะมีความแข็งแกร่งเรื่องไมซ์เอ็กซิบิชั่นมากกว่าสิงคโปร์ เพราะเรามีข้อได้เปรียบเรื่องสถานที่การจัดงานที่มีหัวเมืองหลักและหัวเมืองรอง” พรรธระพี กล่าวสรุป
สำหรับแง่ตลาดประชุมสัมมนาและนิทรรศการในไทยนั้น สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ ประเมินว่า รายได้กลุ่มเอ็กซิบิชั่นในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ตลอดทั้งปี 2558 คาดว่าจะสร้างรายได้ 2 หมื่นล้านบาท เพราะงานใหญ่จะทยอยจัดในช่วงปลายปีนี้
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลส่งเสริมการจัดในประเทศเพิ่มขึ้น เชื่อว่าจะทำให้กลุ่มเอ็กซิบิชั่น เติบโตได้ถึง 20% ต่อปี เทียบจากที่ผ่านมาขยายตัวเฉลี่ย 8-10% ต่อปี







