posttoday
สบช่องอีคอมเมิร์ซโต บริการขนส่งบนบีทีเอสรุ่ง

สบช่องอีคอมเมิร์ซโต บริการขนส่งบนบีทีเอสรุ่ง

03 กันยายน 2558

ตลาดรวมธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบซื้อขายตรงระหว่างลูกค้ากับลูกค้า (Consumers to Consumers หรือ C2C) และธุรกิจกับลูกค้า (Business to Customer หรือ B2C) นั้น คาดว่าในปี 2558 จะมีมูลค่ากว่า 1.82 แสนล้านบาท เพราะความนิยมในการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ในปี 2557 มีมากกว่า 23 ล้านคน ขณะที่จำนวนผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ซบนช่องทางออนไลน์มีประมาณ 5 แสนราย ซึ่งมูลค่าในการซื้อขายแต่ละครั้งเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000 บาท ถือว่ามีการซื้อขายต่อบิลสูงขึ้นกว่าเดิม

ตลาดรวมธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบซื้อขายตรงระหว่างลูกค้ากับลูกค้า (Consumers to Consumers หรือ C2C) และธุรกิจกับลูกค้า (Business to Customer หรือ B2C) นั้น คาดว่าในปี 2558 จะมีมูลค่ากว่า 1.82 แสนล้านบาท เพราะความนิยมในการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ในปี 2557 มีมากกว่า 23 ล้านคน ขณะที่จำนวนผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ซบนช่องทางออนไลน์มีประมาณ 5 แสนราย ซึ่งมูลค่าในการซื้อขายแต่ละครั้งเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000 บาท ถือว่ามีการซื้อขายต่อบิลสูงขึ้นกว่าเดิม

กริช ศรีวรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำประเทศไทย บริษัท เอคอมเมิร์ซ ผู้ให้บริการที่ปรึกษาด้านอีคอมเมิร์ซ กล่าวว่า การซื้อขายออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ โดยจากจำนวนการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์กว่า 20 ล้านคน มีจำนวน 6 ล้านรายที่เลือกซื้อสินค้าจากอีเบย์

ขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายในช่องทางออนไลน์เริ่มมีมูลค่าเฉลี่ยสูงขึ้น จากปีก่อนหน้านี้อยู่ที่ 500 บาท ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 บาท แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความเชื่อมั่นที่ดี โดย 70% เป็นการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางมือถือและแท็บเล็ต ที่เหลืออีก 30% เป็นการใช้งานจากเว็บไซต์

“ปัญหาของอีคอมเมิร์ซไทยที่ยังไม่บูมอย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเรื่องภาษีอีคอมเมิร์ซที่สูงเกินไป หากนำสิงคโปร์มาเป็นต้นแบบเรื่องนี้ คือไม่เก็บภาษีในส่วนนี้เลย จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายออนไลน์มากขึ้น และร้านค้าหรือผู้ประกอบการออนไลน์จะกล้านำสินค้าที่ตรงกับความต้องการของตลาดมาขายมากขึ้น แต่ตอนนี้ภาคธุรกิจที่มีกำลังในการจ่ายภาษีก็เริ่มปรับตัวมาใช้ออนไลน์มากขึ้นแล้ว ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดี เพราะผู้ใช้งานหน้าใหม่จะเชื่อถือในแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักมากกว่าผู้ประกอบการทั่วไป” กริช กล่าว

สำหรับสินค้าที่เริ่มมีการซื้อขายมากขึ้น คือ สินค้าตกแต่งบ้าน ถือว่าเป็นแนวโน้มที่มาแรง เมื่อเทียบกับสินค้ากลุ่มยอดนิยมเดิมอย่างแฟชั่น ความสวยความงามและแกดเจ็ต หากมีแบรนด์ชื่อดังอย่าง อิเกีย เข้ามาตีตลาดออนไลน์ของไทย เชื่อว่าจะยิ่งกระตุ้นให้คนเข้ามาช็อปออนไลน์อีกมาก เพราะมีลูกค้าที่ต้องการสินค้ากลุ่มนี้จำนวนมาก และไม่ต้องการเดินทางไปหาซื้อเอง

ด้าน อภิพัฒน์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งสกายบ็อกซ์ ผู้ให้บริการรับส่งพัสดุสำหรับการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ กล่าวว่า การเติบโตในตลาดซื้อขายออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น ถือเป็นโอกาสดีของธุรกิจขนส่ง หากมองภาพรวมในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ยังมีระบบการขนส่งที่ไม่ครอบคลุม และส่วนใหญ่จะผูกขาดกับไปรษณีย์ไทยรายเดียว

“ไลฟ์สไตล์ของคนกรุงเทพฯ นั้น ถือว่าผูกติดกับระบบขนส่งรถไฟฟ้าอย่างบีทีเอส เอ็มอาร์ที หรือแอร์พอร์ตลิงค์มากขึ้น ซึ่งเส้นทางเหล่านี้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการนัดรับส่งสินค้า สำหรับคนที่สั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งปัญหาที่เจอคือการรออีกฝ่ายจะทำให้เสียเวลาคอย โดยรถไฟฟ้าเหล่านี้จะจำกัดเวลาเพียง 90 นาที หากมาสายกว่านั้นจะต้องเสียค่าเดินทางเพิ่ม ดังนั้นหากมีบริการรับฝาก-ส่งสินค้าที่สั่งซื้อออนไลน์บนสถานีรถไฟฟ้า จะช่วยให้การใช้เวลารับส่งสินค้ารวดเร็วขึ้น หากไม่มารับภายใน 3 วัน บริษัทจะแจ้งไปยังปลายทาง หากเกินกว่า 7 วัน ก็จะส่งคืนต้นทาง” อภิพัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ การแข่งขันในตลาดรับส่งสินค้าออนไลน์นั้น หากไม่นับไปรษณีย์ไทย สกายบ็อกซ์ยังถือว่าเป็นรายเดียวที่ให้บริการทั้งรับส่งสินค้าระหว่างสถานีบีทีเอส ส่งสินค้าด่วนภายในประเทศ ชำระบิลผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส ส่งด่วนระหว่างประเทศ รับ-คืนสินค้าที่ช็อปผ่านออนไลน์และจุดจำหน่ายสินค้า เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานออนไลน์ได้เต็มรูปแบบ

“สินค้าที่ลูกค้านิยมใช้ช่องทางนี้มากที่สุด คือ แฟชั่น อาหารเสริม และเครื่องสำอาง โดยเชื่อว่าหากมีการรับส่งสินค้าผ่านสกายบ็อกซ์เพียง 10% จากจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสที่มีกว่า 1 ล้านคน/วัน จะคืนทุนได้ในเวลา 1 ปี นอกจากนี้ยังอยู่ในช่วงของการเจรจากับทางรถไฟฟ้าใต้ดิน หรือเอ็มอาร์ที ในการนำจุดรับส่งนี้ไปติดตั้งเพิ่มเติม และยังมองตลาดรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ด้วย” อภิพัฒน์ กล่าว

ทิศทางของธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึง 25% ต่อปี และคาดว่าจะโตเป็น 2% ของทั้งตลาดค้าปลีกภายในสิ้นปี 2558 โดยสมาคมผู้ค้าปลีกไทยคาดการณ์ไว้ว่าจะโตขึ้นเป็นมูลค่า 3 ล้านล้านบาท โดยการสั่งซื้อแบบเก็บเงินปลายทาง หรือ Cash on Delivery ยังคงได้รับความนิยมมากกว่าการชำระเงินแบบออนไลน์ เพราะคนไทยมีจำนวนบัตรเครดิตน้อย และยังไม่เชื่อมั่นในเรื่องของการจ่ายออนไลน์ เพราะกลัวปัญหาข้อมูลรั่วไหล

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี