
ล็อกซเล่ย์รุกธุรกิจใหม่หวังกำไรปี'59
ล็อกซเล่ย์รักษากำไรปีนี้เท่าปีก่อน 352 ล้านบาท ต่อท่อธุรกิจใหม่หลากหลายปี 2559 สุดหรู
ล็อกซเล่ย์รักษากำไรปีนี้เท่าปีก่อน 352 ล้านบาท ต่อท่อธุรกิจใหม่หลากหลายปี 2559 สุดหรู
นายบุญเลิศ ใจมั่น ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์และนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ล็อกซเล่ย์ (LOXLEY) เปิดเผยว่า กำไรสุทธิปีนี้จะใกล้เคียงปีก่อนที่ 352.51 ล้านบาท แม้ครึ่งปีแรกทำได้เพียง 33.38 ล้านบาท เพราะตั้งสำรองพิเศษจำนวน 700 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีหลังจะไม่มีการตั้งสำรองและธุรกิจเทรดดิ้งยังดีอยู่ ด้านรายได้จะลดลง 15-20% จากเป้าหมายเดิมที่ 1.7 หมื่นล้านบาท หลังจากงานประมูลโครงการภาครัฐชะลอตัวและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคทีวีดิจิทัลล่าช้า กระทบงานติดตั้งอุปกรณ์สำหรับเครือข่ายดิจิทัลทีวี ของช่อง 5 ช่อง 9 และกรมประชาสัมพันธ์
ทั้งนี้ อัตรากำไรสุทธิคาดว่าในปีนี้จะอยู่ที่ 2.5% สูงกว่า 2.31% ในปีก่อนและอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ 17% จาก 15.75% ในปีก่อน ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่างานในมืออยู่ที่ 8,330 ล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้รายได้ในครึ่งปีหลัง 45%
นอกจากนั้น บริษัทยังมีการขยายธุรกิจใหม่รุกธุรกิจรถเมล์ไฟฟ้าร่วมกับพันธมิตรจีนขายให้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จำนวน 500 คัน ส่วนธุรกิจพลังงานทดแทน บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาโครงการโรงไฟฟ้าขยะกับโรงงานอุตสาหกรรม 2-3 ราย คาดว่าจะได้ข้อสรุปในปี 2559 อีกทั้งบริษัทได้ศึกษาการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลมในภาคใต้ 6 เมกะวัตต์ ด้วย นอกจากนั้นยังจะเข้าร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร หวังว่าจะได้ประมาณ 20 เมกะวัตต์ เพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี 2559-2560
สำหรับโครงการหวยออนไลน์อยู่ระหว่างการรอทำประชาพิจารณ์ซึ่งจะเกิดขึ้นภายในปลายปีนี้ หากประพิจารณ์ผ่านไปแล้วจะสามารถเริ่มโครงการหวยออนไลน์ได้ภายในปี 2559 ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการติดตั้งระบบประมาณ 3 เดือน ก่อนเริ่มโครงการและบริษัทยังมีแผนเข้าประมูลงานใหม่อีก 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงจากนี้จนถึงกลางปี 2559 โดยคาดหวังได้งานราว 50% แบ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท และงานอื่นๆ อีก 1 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับบริษัท ทีโอที นั้น ได้เลื่อนข้อสรุปของการคัดเลือกจากทีโอทีออกไปอีก 1-2 เดือน จากเดิมคาดว่าจะสรุปในช่วงเดือน ส.ค.นี้ ล่าสุดบริษัทได้หารือกับทีโอทีแล้วแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่ามีธุรกิจใดบ้างที่บริษัทได้ยื่นข้อเสนอไปเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ร่วมกันจากทั้งหมด 6 ธุรกิจ
“การลงทุนในโครงการใหม่ๆ บริษัทจะต้องศึกษาอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น” นายบุญเลิศ กล่าว
ปัจจุบันบริษัทมีรายได้จากงานโครงการมากกว่า 50% ธุรกิจเทรดดิ้ง 40% และธุรกิจบริการ 10% โดยในไตรมาส 2 ขาดทุนสุทธิ 4.30 ล้านบาท







