
สะดวกค้าไร้รอยต่อ (1)
แม้กำลังจะเข้าสู่ยุคการเปิดเสรีจากการรวมตัวเป็นประชาคม แต่ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริง หลายประเทศในอาเซียนยังคงตั้งคำถามว่า เขาเปิดเสรีมากเกินไปหรือเปล่า และทำให้การเจรจาลดภาษีเพิ่มเติมในอนาคต คงทำกันได้ลำบากขึ้น เพราะมีสินค้าบางประเภทที่ค่อนข้าง “อ่อนไหว” เช่น ข้าว น้ำตาล และสินค้าเกษตรบางชนิด
แม้กำลังจะเข้าสู่ยุคการเปิดเสรีจากการรวมตัวเป็นประชาคม แต่ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริง หลายประเทศในอาเซียนยังคงตั้งคำถามว่า เขาเปิดเสรีมากเกินไปหรือเปล่า และทำให้การเจรจาลดภาษีเพิ่มเติมในอนาคต คงทำกันได้ลำบากขึ้น เพราะมีสินค้าบางประเภทที่ค่อนข้าง “อ่อนไหว” เช่น ข้าว น้ำตาล และสินค้าเกษตรบางชนิด
เมื่อมองเรื่องการเคลื่อนย้ายเสรีด้านต่างๆ ซึ่งยังไงก็ไม่น่าจะเสรีได้ในปี 2558 ทำให้ผมคิดได้แค่ว่า เรายังคง“ล้มเหลว” ในแง่ของการเป็นตลาดเดียว
แต่ถึงจะล้มเหลว ก็ต้องไม่ท้อถอยครับ สิ่งที่เราต้องทำคือเดินหน้าให้มากขึ้น รวมถึงลองหันไปมองว่า จริงๆ แล้วมีเรื่องอะไรที่จำเป็นกว่าการลดภาษีหรือไม่
ที่ผ่านมา มีการศึกษาวิจัยว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้า พบว่าการลดภาษีมีประโยชน์น้อยกว่าการอำนวยความสะดวกทางการค้า ถ้าส่งสินค้าได้เร็ว เอกชนก็ได้รับประโยชน์มาก ยิ่งเป็นสินค้าเน่าเสียได้ง่าย ส่งได้เร็วเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น
จากการสอบถามภาคเอกชนในอาเซียน พบว่ามีสิ่งที่เป็นกังวล คือ การอำนวยความสะดวกทางการค้า 2 มาตรการคือ 1.การจัดเก็บข้อมูลการอำนวยความสะดวกทางการค้า (ASEAN Trade Facilitation Repository) และ 2.ระบบศุลกากร ณ จุดเดียวของอาเซียน (ASEAN Single Window) ว่าทั้งสองเรื่องจะเดินหน้าไปได้ดีเพียงใด
สิ่งที่ภาคเอกชนอยากให้เร่งดำเนินการ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ได้แก่ การสนับสนุนการประเมินภาษีศุลกากรล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพให้มีผลผูกพัน (Advance Ruling) เพื่อช่วยให้เอกชนแน่ใจได้ว่าสินค้าส่งออกของตัวเองมีพิกัดศุลกากรใด
นอกจากนี้ เอกชนยังต้องการให้แก้ปัญหาการเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะเพื่อให้มีการปล่อยสินค้าออกจากศุลกากร การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์และอัตโนมัติสำหรับพิธีการศุลกากร เช่น e-Customs e-Payment
นอกจากนี้ ผมเห็นว่ายังมีอีก 9 ประเด็นที่จะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าและโลจิสติกส์ให้แก่อาเซียนแบบ“ไร้รอยต่อ” ดังนี้ครับ
1.กำหนดมาตรฐานของวิธีการหรือขั้นตอนที่ชัดเจน เพื่อทำให้ระบบศุลกากร ณ จุดเดียวระดับชาติ (National Single Window) มีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน มีความเข้มแข็งและมีมาตรฐาน
2.เปิดให้ชำระเงินทางออนไลน์เป็นกลไกผ่านทางบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต ใช้ชำระค่าบริการศุลกากรและค่าภาษีเท่านั้น รวมถึงการออกใบอนุญาตของหน่วยงานภาครัฐที่ควบคุมด้านเทคนิคด้วย
3.แปลงสภาพการบันทึกเอกสารข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบของดิจิทัลไฟล์ ซึ่งสะดวกต่อการนำไปใช้ หรือกล่าวคือใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) ทำให้กระบวนการทั้งหมดเป็นอัตโนมัติ
ตามต่อ 6 ข้อที่เหลือได้วันพุธหน้าครับ







